Posted in ภาษาไทย ม4

วรรณคดีสมัยสุโขทัย

   วรรณคดี  หมายถึง  วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดี มีสาระ และมีคุณค่าทางวรรณศิลป์ การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกาตั้งวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ 6

วรรณคดี เป็นวรรณกรรมที่ถูกยกย่องว่าเขียนดี มีคุณค่า สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์สะเทือนใจ มีความคิดเป็นแบบแผน ใช้ภาษาที่ไพเราะ เหมาะแก่การให้ประชาชนได้รับรู้ เพราะสามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร   สำหรับในภาษาไทย วรรณคดี ปรากฏครั้งแรกในหนังสือพระราชกฤษฎีกาตั้งวรรณคดีสโมสร วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 โดยมีความหมายคือ หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี นั้นคือมีการใช้ภาษาอย่างดี มีศิลปะการแต่งที่ยอดเยี่ยมทั้งด้านศิลปะการใช้คำ ศิลปะการใช้โวหารและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และภาษานั้นให้ความหมายชัดเจน ทำให้เกิดการโน้มน้าวอารมณ์ผู้อ่านให้คล้องตามไปด้วย กล่าวง่าย ๆ คือ เมื่อผู้อ่าน ๆ แล้วทำให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ตื่นเต้นดื่มด่ำ หนังสือเล่มใดอ่านแล้วมีอารมณ์เฉย ๆ ไม่ซาบซึ้งตรึงใจและทำให้น่าเบื่อถือว่าไม่ใช่วรรณคดี หนังสือที่ทำให้เกิดความรู้สึกดื่มด่ำดังกล่าวนี้จะต้องเป็นความรู้สึกฝ่ายสูง คือทำให้เกิดอารมณ์ความนึกคิดในทางที่ดีงาม ไม่ชักจูงในทางที่ไม่ดี

หนังสือที่เป็นวรรณคดี  ต้องมีลักษณะครบถ้วน  4 ประการ ต่อไปนี้  
1. เป็นหนังสือที่แต่งดีที่สุด  ใช้ถ้อยคำร้อยกรองสำนวนเกลี้ยงเกลา มีความไพเราะใช้เป็นแบบฉบับได้

2. เป็นหนังสือที่อ่านแล้วได้รับความเพลิดเพลิน  มีความซึ้งใจเกิดความพอใจหรือไม่พอใจตามท้องเรื่อง  ทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะของเรื่อง  หรือเรียกว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าในทางสะเทือนอารมณ์
3. เป็นหนังสือที่ส่งเสริมความรอบรู้แก่สติปัญญาทำให้ผู้อ่านมีความเฉลียวฉลาด
4. เป็นหนังสือที่มีคุณค่าทางศีลธรรม  ชักจูงสังคมให้มีศีลธรรม มีวัฒนธรรมดีขึ้น

วรรณคดีแบ่งตามประวัติ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  

1. วรรณคดีมุขปาฐะ  คือ วรรณคดี แบบที่เล่ากันมาปากต่อปาก ไม่ได้บันทึกไว้ เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น เพลงพื้นบ้าน นิทานชาวบ้าน บทร้องเล่น

2. วรรณคดีราชสำนัก หรือ วรรณคดีลายลักษณ์  มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  เช่น ไตรภูมิพระร่วง พระอภัยมณี อิเหนา ลิลิตตะเลงพ่าย

วรรณคดียังแบ่งตามลักษณะ  ซึ่งมี 2 ประเภท  คือ  
1. วรรณคดีบริสุทธิ์  คือ วรรณคดีที่ผู้แต่งมุ่งในด้านความบันเทิงและอักษรศิลป์โดยเฉพาะ ต้องการแสดงออกทางวรรณศิลป์  ไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ทางอื่น  ต้องการให้ผู้อ่านได้อ่านอย่างเพลิดเพลินมากกว่า เช่น ขุนช้างขุนแผน  พระอภัยมณี  นิราศนรินทร์
2. วรรณคดีประยุกต์  คือ วรรณคดีที่แต่งขึ้นเพื่อประโยชน์ทางอื่น  มีความมุ่งหมายในการแต่งจำเพาะเจาะจงทางใดทางหนึ่ง  เช่น ต้องการสอนให้คนละความชั่วทำแต่ความดี  วรรณคดีประเภทนี้  เช่น ไตรภูมิพระร่วง

 การศึกษาวรรณคดีโดยวิเคราะห์ตามเนื้อหาสามารถแบ่งได้เป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังต่อไปนี้ 

วรรณคดีศาสนา   วรรณคดีนิทาน   วรรณคดีลิลิต  วรรณคดีนิราศ   วรรณคดีเสภา  วรรณคดีบทละคร    วรรณคดีเพลงยาว   วรรณคดีคำฉันท์    วรรณคดียอพระเกียรติ    วรรณคดีคำหลวง   วรรณคดีปลุกใจ

คุณค่าของวรรณคดี  
          วรรณคดีแต่ละเล่มต่างมีคุณค่าต่อสังคมแตกต่างกันไป  ผู้อ่านวรรณคดีนอกจากจะได้รับรสแห่งความไพเราะทางภาษา  ความสนุกเพลิดเพลินอันเป็นคุณค่าทางอารมณ์แล้ว  วรรณคดียังให้ความรู้และคุณค่าทางด้านสังคม  จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นมรดกทางสังคมด้วย  คุณค่าทางสังคม ได้แก่
1. คุณค่าทางวัฒนธรรมและประเพณี  วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์ในสังคมเป็นระเบียบกฎเกณฑ์  ส่วนประเพณีเป็นความคิด ความเชื่อ จารีต ระเบียบแบบแผนตลอดจนพิธีกรรมต่าง ๆ  วรรณคดีจะสอดแทรกวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีต่าง ๆ ของสังคมไว้  เป็นการถ่ายทอดความคิดสู่ผู้อ่าน  ทำให้ผู้อ่านเกิดความสำนึกในความเป็นชาติอย่างซาบซึ้ง เช่น ขุนช้างขุนแผน
2. คุณค่าที่แสดงให้เห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ    กวีจะนำเนื้อหาหรือสภาพชีวิตที่พบเห็นในสมัยนั้นมากล่าวไว้ในบทประพันธ์ของตน  ทำให้ผู้อ่านได้ทราบสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ  ทำให้เห็นสภาพสังคมในสมัยนั้น เช่น อิเหนา (รัชกาลที่ 2)
3. คุณค่าด้านปรัชญาและความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์   วรรณคดีเป็นที่รวมแห่งปรัชญาการดำเนินชีวิตของคนในสังคม  กวีจะสอดแทรกปรัชญาแง่คิด ศีลธรรม  ตลอดจนคติธรรมเพื่อการยกระดับจิตใจของผู้อ่านให้สูงขึ้น  และยังทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ เช่น  พระอภัยมณี
4. คุณค่าทางประวัติศาสตร์ การบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่มุ่งจดแต่ข้อเท็จจริงไม่ช้าก็อาจจะเบื่อหน่ายหลงลืมได้ เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราช ในประวัติศาสตร์อาจจะจดบันทึกไว้เพียงไม่กี่บรรทัด ผู้อ่านก็อาจจะอ่านข้ามๆไปโดยไม่ทันสังเกตและจดจำ ถ้าได้อ่านลิลิตตะเลงพ่ายจะจำเรื่องยุทธหัตถีได้ดีขึ้นและยังเห็นความสำคัญของเหตุการณ์บ้านเมืองในตอนนั้นอีกด้วย ทั้งนี้เพราะผู้อ่านได้รับรสแห่งความสุขบันเทิงใจในขณะที่อ่านลิลิตตะเลงพ่ายอีกด้วย
5. คุณค่าทางจินตนาการ เป็นการสร้างความรู้สึกนึกคิดที่ลึกซึ้ง จินตนาการต่างกับอารมณ์ เพราะอารมณ์คือ ความรู้สึก ส่วนจินตนาการ คือ ความคิด เป็นการลับสมอง ทำให้เกิดความคิดริเริ่ม ประดิษฐกรรมใหม่ ขึ้นมาก็ได้ จินตนาการจะทำให้ผู้อ่านเป็นผู้มองเห็นการณ์ไกล จะทำสิ่งใดก็ได้ทำด้วยความรอบคอบ โอกาสจะผิดพลาดมีน้อย นอกจากนั้นจินตนาการเป็นความคิดฝันไปไกลจากสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้น อาจจะเป็นความคิดถึงสิ่งที่ล่วงเลยมานานแล้วในอดีต หรือสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย โดยหวังว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็ได้ เช่น พระอภัยมณี สุนทรภู่ผู้แต่งนั้นเป็นกวีที่มีจินตนาการกว้างไกลมาก ได้ใฝ่ฝันเห็นภาพการนำฟางมาผูกเป็นเรือสำเภาใช้ในการเดินทางในมหาสมุทรบนยอดคลื่น เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันนี้เรือที่ทำด้วยวัสดุน้ำหนักเบาอย่างฟางได้เกิดมีจริงขึ้นแล้วรวมทั้งเรือเร็วที่แล่นได้บนยอดคลื่นหรือบนผิวน้ำด้วย
6. คุณค่าทางการใช้ภาษา เพราะการเขียนเป็นการถ่ายทอดความคิด เป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร เพื่อรสชาติทางภาษา เพื่อจูงใจเพื่อความติดใจและประทับใจ ทำให้ผู้อ่านสามารถสังเกต จดจำนำไปใช้ก่อให้เกิดการใช้ภาษาที่ดี เพราะการเห็นแบบอย่างทั้งที่ดี และบกพร่องทั้งการใช้คำ การใช้ประโยค การใช้โวหาร สิ่งเหล่านี้เป็นการเพิ่มพูนความรู้ทางภาษาให้แก่ผู้อ่านทั้งสิ ้น เช่น  เรื่องลิลิตตะเลงพ่าย เพียงเรื่องเดียวหากศึกษาถ้อยคำภาษาโดยละเอียดถ่องแท้ก็ทำให้เกิดความแตกฉานในเรื่องภาษาขึ้นได้มาก โดยเฉพาะทางด้านคำศัพท์แล้วนับว่ามีคุณค่าอเนกอนันต์
7. คุณค่าที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างวรรณกรรม และศิลปกรรมด้านต่าง ๆ วรรณกรรมที่ผู้เขียนเผยแพร่ออกไปบ่อยครั้งที่สร้างความประทับใจ และแรงบันดาลใจให้เกิดผลงานอื่นๆเพิ่มขึ้น   เช่น ภาพวาดของจักรพันธุ์ โปษยกฤต  ส่วนมากจะได้แรงบันดาลใจจากวรรณคดีไทย  เช่น เรื่องขุนช้าง ขุนแผน เป็นต้น  หรือผลงานเพลงด้านคำร้องของ แก้ว อัจฉริยะกุล  เช่น พรานล่อเนื้อ ยูงกระสันเมฆ ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีของศรีปราชญ์    เพลงยอยศพระลอ  เพลงผู้ชนะสิบทิศ  เป็นต้น 

การแบ่งยุคสมัยของวรรณคดีไทย   

การแบ่งยุคสมัยของวรรณคดี นิยมแบ่งตามช่วงระยะเวลาที่เกิดวรรณคดี โดยยึดราชธานีเป็นหลัก ดังนี้

1. สมัยกรุงสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1800 -1920

เป็นเวลา 120 ปี ตั้งแต่การสร้างกรุงสุโขทัยจนถึงเสียอิสรภาพแก่กรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1920 มีหลักฐานทางวรรณคดีปรากฏอยู่เพียง 2 รัชสมัย คือ สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท)

2. สมัยกรุงศรีอยุธยา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

  1. สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) จนถึงสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พระเชษฐา) พ.ศ. 1893 – 2072 เป็นระยะเวลา 179 ปี จากนั้นวรรณคดีว่างเว้นไป 90 ปี เพราะบ้านเมืองไม่ปกติสุข มีสงครามกับพม่า
  2. สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2153 – 2231 เป็นเวลา 78 ปี จากนั้นวรรณคดีว่างเว้นไปอีก 44ปี
  3. สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จนถึงเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2275 – 2310 เป็นเวลา 35 ปี

3. สมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2310 – 2325 เป็นเวลา 15 ปี
4. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

  1. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2325 – 2394 เป็นระยะเวลา 69 ปี
  2. สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน หรือสมัยรับอิทธิพลตะวันตก ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2394 ถึงปัจจุบัน เป็นสมัยที่วรรณคดีไทยได้รับอิทธิพลจากตะวันตก รูปแบบของวรรณคดี เนื้อเรื่อง ตลอดจนความคิดในการเขียนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

วรรณคดีสมัยกรุงสุโขทัย  

วรรณคดีสมัยกรุงสุโขทัยเท่าที่ปรากฏหลักฐานมีอยู่เพียง 2 รัชสมัย คือ สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) มีกวีและวรรณคดีที่สำคัญ คือ

1. สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กวีที่สำคัญได้แก่
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงพระราชนิพนธ์

– ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เป็นวรรณคดีบันทึกประวัติความเป็นไปของบ้านเมือง

2. สมัยพระยาลิไท กวีที่สำคัญ ได้แก่

พระยาลิไท ทรงพระราชนิพนธ์

– ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณคดีเกี่ยวกับความคิด และความเชื่อทางพระพุทธศาสนา และ

– สุภาษิตพระร่วง เป็นวรรณคดีประเภทคำสอน

เรื่องที่ 1 ศิลาจารึกหลักที่ 1           

เรื่องที่ 2 สุภาษิตพระร่วง    

การศึกษาสุภาษิตพระร่วงในแง่ประวัติวรรณคดี 

หนังสืออ่านเพิ่มเติม สุภาษิตพระร่วง 

เรื่องที่ 3    ไตรภูมิพระร่วง  click    

 

     

 

Advertisements

ผู้เขียน:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s