Posted in การใช้ทักษะภาษา

การพูดต่อประชุมชน

 

    การพูดต่อประชุมชน คือ การพูดทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มเพื่อแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึกรวมทั้งข้อเสนอแนะต่างๆต่อผู้ฟังจำนวนมากในที่สาธารณะหรือในที่ประชุมชน โดยผู้ฟังอาจมีปฏิกิริยาตอบสนองในขณะที่ผู้พูดกำลังพูด หรือพูดจบแล้วเป็นอวัจนภาษา เป็นข้อซักถามหรือเป็นข้อคิดเห็นก็ได้ สารที่ส่งไป ควรเป็นเรื่องที่รับฟังได้ทั่วไป เปิดโอกาสให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็น ซักถามหลังจากที่ผู้พูดพูดจบ

    ประเภทของการพูดต่อประชุมชน   

1. การพูดตามวิธีนำเสนอ มี 4 ประเภท คือ

1.1 การพูดโดยฉับพลัน ผู้พูดมิได้เตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อน เช่น การกล่าวอวยพร การชี้แจงต่อที่ประชุม

1.2การพูดโดยอาศัยต้นร่างเป็นการพูดโดยเตรียมต้นร่างมาเป็นอย่างดีโดยผู้พูดจะวางเค้าโครงเรื่องอย่างระมัดระวัง  เวลาที่พูดอาจดัดแปลงเนื้อหา ถ้อยคำที่เหมาะสมอีกด้วย

1.3 การพูดโดยท่องจำมา เป็นการพูดที่ผู้พูดเขียนต้นฉบับที่จะพูดไว้อย่างละเอียดทุกคำ แล้วท่องจำมาพูด วิธีนี้ไม่ค่อยดีนักเพราะเวลาพูดจะไม่เป็นธรรมชาติ

1.4 การพูดโดยวิธีอ่านจากร่าง เป็นการพูดคล้ายกับวิธีท่องจำมา คือเขียนต้นฉบับไว้เกือบละเอียดทุกคำ แต่แทนที่จะท่องจำกลับใช้วิธีอ่าน โดยพยายามใช้น้ำเสียง การทอดจังหวะ การเน้นและอวัจนภาษาแบบที่เป็นธรรมชาติ เช่น การกล่าวเปิดประชุม การกล่าวปราศรัย เป็นต้น

2. การพูดตามความมุ่งหมาย แบ่งเป็น 4 ประเภท  

2.1 การพูดเพื่อให้ความรู้หรือข้อเท็จจริง ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์สำคัญ

2.2 การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการพูดเพื่อชักจูงใจให้ผู้ฟังเกิดความศรัทธา เชื่อถือ มีความคิดเห็นคล้อยตาม เช่น การโฆษณาสินค้า การชักชวนให้บริจาคโลหิต เป็นต้น

2.3 การพูดเพื่อจรรโลงใจ ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายให้เกิดความคิดที่ละเอียด ประณีต หรือยกระดับจิตให้สูงขึ้น การพูดประเภทนี้รวมถึงการพูดเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินด้วย

     2.4 การพูดเพื่อค้นหาคำตอบ ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังช่วยขบคิดหาทางแก้ปัญหาตามที่ผู้พูดใช้ให้เห็น เช่น การตั้งกระทู้ถามเพื่อให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตอบคำถาม เป็นต้น

3. การพูดตามเนื้อหา แบ่งเป็น 3 ประเภท 

3.1 การพูดเกี่ยวกับนโยบาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการหรือวิธีการที่จะทำต่อไปในอนาคตเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ เช่นการนำเสนอโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ระหว่างปิดภาคเรียน

3.2 การพูดเกี่ยวกับข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เช่น สภาพอันน่ารื่นรมย์ของสองฝั่งคลองในอดีต

3.3 การพูดเกี่ยวกับคุณค่าและคุณงามความดี เป็นเรื่องของวัตถุ บุคคล หรือการกระทำต่างๆที่ยังมีคุณค่าและคุณความดี เช่น วีรกรรมของบุคคลสำคัญ โบราณวัตถุและโบราณสถาน เป็นต้น

4. การพูดตามโอกาส การพูดต่อประชุมชน แบ่งตามโอกาสที่จะพูด 3 ประเภท 

4.1 การพูดอย่างเป็นทางการ เป็นการพูดในพิธีต่างๆซึ่งมีการวางแผนหรือแนวปฏิบัติไว้แน่นอน เช่น การกล่าวเปิดประชุมทางวิชาการ

4.2 การพูดกึ่งทางการ เป็นการพูดที่ลดความเป็นแบบแผนลง เช่น การพูดอบรมนักเรียนประจำสัปดาห์ เป็นต้น

4.3 การพูดอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เช่น การเล่าเรื่องตลกขบขันให้ที่ประชุมฟัง เป็นต้น

5. การพูดตามรูปแบบ การพูดต่อประชุมชนแบ่งตามรูปแบบที่พูดออกเป็น 5 ประเภท

5.1 การสนทนาหน้าที่ประชุม เป็นรูปแบบที่ผู้พูดหรือมากกว่านั้นสนทนา ซักถามแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันต่อหน้าที่ประชุม

5.2 การบรรยาย เป็นการพูดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น จะเป็นการบรรยายเดี่ยวหรือหมู่ก็ได้

5.3 การอภิปรายเป็นคณะ เป็นการพูดของบุคคล 3 – 5 คน โดยพูดแสดงความรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อหน้าผู้ฟังจำนวนมาก

5.4 การซักถามหน้าที่ประชุม เป็นการพูดตอหน้าประชุมชน โดยแบ่งผู้พูดเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ฟัง 2 – 4 คน มีหน้าที่ซักถาม อีกกลุ่มเป็นวิทยากร ทำหน้าที่ตอบปัญหาต่างๆ

5.5 การโต้วาที เป็นการพูดโต้แย้งระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายเสนอ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน โดยมีผู้ตัดสินชี้ขาด

การเตรียมตัวพูดต่อประชุมชน   

1. การกำหนดจุดมุ่งหมาย ผู้พูดควรกำหนดจุดมุ่งหมายทั่วไปและจุดมุ่งหมายเฉพาะเรื่องให้แน่ชัด

2. การวิเคราะห์ผู้ฟัง ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ฟังว่ากลุ่มของผู้ฟังมีพื้นความรู้ อาชีพ ความสนใจ เพศ วัย สถานการณ์

3. การกำหนดขอบเขตของเรื่อง ประกอบด้วย การกล่าวนำ เนื้อเรื่อง และการสรุป ถ้ามีโอกาสเลือกเรื่อง ควรเลือกเรื่องที่เหมาะสมกับผู้ฟัง เรื่องที่ตนรู้ถ้าไม่รู้ควรศึกษามาก่อนพูด กำหนดขอบเขตเรื่องให้เหมาะกับเวลา

4. การรวบรวมเนื้อหา ค้นคว้าเนื้อหาก่อนที่จะพูด

5. การทำเค้าโครงเรื่องตามลำดับ จัดทำเค้าโครงเรื่องตามลำดับ จับประเด็นสำคัญๆให้ชัดเจน

6. การเตรียมวิธีใช้ภาษา การพูดทุกครั้งควรใช้ภาษาหรือถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ตรงประเด็นมีความหมายชัดเจน

7. การซักซ้อม ซักซ้อมการพูด บุคลิก ท่ายืน ท่านั่ง กิริยาอาการ การใช้เสียง การแสดงออกทางดวงหน้า

สัมฤทธิผลของการพูด หมายถึง การพูดที่ประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งจุดประสงค์ไว้ การพูดต่อประชุมชนจะสัมฤทธิผลได้เมื่อผู้พูดมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. ผู้พูดต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม พูดจากความรู้ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ด้วยความเที่ยงธรรม

2. ผู้พูดต้องรู้ดีและรู้จริงในเรื่องที่พูด

3. ผู้พูดจำเป็นต้องใช้เหตุผลต่างๆมาสนับสนุนการพูดของตนให้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

4. ผู้พูดควรรู้จักธรรมชาติวิสัยของมนุษย์ โดยคำนึงถึงวัย พื้นฐานความรู้ เป็นต้น

5. ผู้พูดควรรู้จักรวบรวมความคิดให้เป็นระบบคือ กล่าวอารัมภบท ดำเนินเรื่อง และสรุปให้พอเหมาะ

6. ผู้พูดต้องรู้จักใช้ภาษาให้มีประสิทธิผลทั้งในด้านวัจนภาษาและอวัจนภาษา 

 การวิเคราะห์และประเมินค่าพฤติกรรมการพูดต่อประชุมชน  

1. ผู้พูด ควรพิจารณา เรื่อง จุดมุ่งหมายในการพูด การเตรียมตัว วิธีการนำเสนอ คุณธรรม การใช้ภาษา

2. สาร อาจวิเคราะห์จาก เนื้อหาสาร ปริมาณสาร การจัดลำดับสาร

3. ผู้ฟัง สิ่งที่ควรวิเคราะห์ คือ ผู้ฟังมีความสนใจและตอบสนองหรือไม่ โดยสังเกตจากการใช้อวัจนภาษาและการซักถามเมื่อพูดจบ สำหรับการประเมินค่าให้พิจารณาประเมินไปตามหัวข้อที่ได้วิเคราะห์ไปแล้ว

การประชุม คือ กิจกรรมของบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งได้มาพบปะกันตามกำหนดนัดหมาย โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆกัน เช่น เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด เพื่อแก้ปัญหา เป็นต้น ผู้เข้าประชุมแต่ละคนเป็นได้ทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสาร ส่วนความรู้ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกที่แสดงออกมาในที่ประชุม คือ “สาร” นั่นเอง

  ศัพท์ที่ใช้ในการประชุม 

1. ศัพท์เกี่ยวกับรูปแบบของการประชุม

1.1 การประชุมเฉพาะกลุ่ม คือ การประชุมเฉพาะผู้มีสิทธิ์และหน้าที่เท่านั้น

1.2 การประชุมตามปกติ คือ การประชุมที่ทำตามกำหนดนัดหมายกันไว้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน

1.3 การประชุมพิเศษ คือ การประชุมที่กำหนดขึ้นนอกเหนือไปจากการประชุมตามปกติ

1.4 การประชุมสามัญ คือ การประชุมที่ข้อบังคับกำหนดไว้ตายตัว

1.5 การประชุมวิสามัญ คือ การประชุมที่ข้อบังคับเปิดโอกาสให้ทำได้ตามความจำเป็น

1.6 การประชุมลับ คือ การประชุมที่จะเปิดเผยได้เฉพาะมติหรือข้อปฏิบัติเมื่อถึงกำหนดเท่านั้น

1.7 การประชุมปรึกษา คือ การประชุมเพื่อปรึกษาหารือ เช่น วางนโยบาย เสนอแนะแนวทางปฏิบัติแล้วสรุปผล

1.8 การประชุมปฏิบัติการ คือ การประชุมของคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานประเภทเดียวกัน เพื่อแสวงความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางปฏิบัติงานให้บังเกิดสัมฤทธิผลสูงสุด

1.9 การประชุมสัมมนา คือ การประชุมเฉพาะกลุ่มแบบหนึ่งตามหัวข้อที่กำหนด เพื่อประมวลข้อคิดและเสนอแนะจากที่ประชุม ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะมาจากแหล่งต่างๆกัน

1.10 การประชุมชี้แจง คือ การประชุมที่ผู้รับผิดชอบของหน่วยงานเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องในหน่วยงานนั้นมารับทราบข้อเท็จจริง แนวทางการปฏิบัติ โดยไม่มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยตรง

1.11 การประชุมใหญ่ คือ การประชุมที่เปิดโอกาสให้สมาชิกขององค์การทั้งหมดเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นตามเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับองค์การนั้นๆ

2. ศัพท์ที่ใช้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประชุม มีดังนี้  

2.1 ผู้จัดประชุม คือ ผู้ริเริ่มให้มีการจัดประชุม

2.2 ผู้มีสิทธิ์เข้าประชุม คือ ผู้มีสิทธิ์หรือได้รับเชิญให้เข้าประชุม

2.3 ผู้เข้าประชุม คือ บุคคลที่ปรากฏตัวอยู่ ณ ที่ประชุม

2.4 องค์ประชุม คือ จำนวนผู้เข้าประชุม โดยทั่วไปต้องไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด

2.5 ประธาน คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมทั้งหมด โดยมีรองประธานทำหน้าที่แทน เมื่อประธานไม่อยู่

2.6 รองประธาน คือ ผู้ที่ทำหน้าแทนประธาน เมื่อประธานไม่อยู่

2.7 เลขานุการ คือ ผู้ทำหน้าที่จัดระเบียบวาระการประชุมและบันทึกรายงานการประชุม โดยมีผู้ช่วยเลขานุการช่วยปฏิบัติงาน พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกต่างๆ

2.8 กรรมการ คือ ผู้ทำหน้าที่พิจารณาเรื่องที่อยู่ในวาระการประชุม และตั้งข้อเสนอเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา โดยมีคณะอนุกรรมการช่วยทำหน้าที่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

2.9 พิธีกร คือ ผู้ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของที่ประชุมในการประชุมสาธารณะ

2.10 ที่ประชุม คือ บรรดาผู้เข้าประชุมทั้งหมด

2.11 เหรัญญิก คือ ผู้ทำหน้าที่ด้านการเงิน

3. ศัพท์ที่ใช้เรียกเรื่องที่ประชุม มีดังนี้  

3.1 ระเบียบวาระ คือ เรื่องที่นำเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการในการประชุมเฉพาะกลุ่ม กำหนดเป็น วาระที่ 1 … วาระที่ 2…ฯลฯ

3.2 กำหนดการประชุม คือ เรื่องที่นำเข้าที่ประชุมของคณะกรรมการในการประชุมเฉพาะกลุ่ม และมีเรื่องสำคัญที่ประชุมกันเพียงเรื่องเดียว

3.3 หมายกำหนดการ คือ เอกสารแจ้งกำหนดขั้นตอนของงานพระราพิธีโดยเฉพาะ

3.4 กำหนดการ คือ เอกสารแจ้งกำหนดขั้นตอนของงานทั่วไปที่ทางราชการหรือเอกชนจัดขึ้น

4. ศัพท์ที่ใช้เรียกวิธีการสื่อสารในการประชุม  

4.1 เสนอ คือ ผู้เข้าประชุมมีสิทธ์ที่จะเสนอเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ที่ประชุมพิจารณา

4.2 ข้อเสนอ คือ เรื่องที่เสนอในที่ประชุม

4.3 สนับสนุน คือ การเห็นด้วยกับข้อเสนอในที่ประชุม

4.4 คัดค้าน คือ การไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอในที่ประชุม

4.5 การอภิปราย คือ การแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม

4.6 ผ่าน คือ ข้อเสนอที่ที่ประชุมยอมรับ

4.7 ตก คือ ข้อเสนอที่ที่ประชุมไม่ยอมรับ

4.8 มติ คือ การขอความคิดเห็นจากผู้ที่เข้าประชุมเพื่อหาข้อยุติ

4.9 มติของที่ประชุม คือ ข้อตัดสินใจของที่ประชุมเพื่อให้นำไปปฏิบัติ

4.10 มติโดยเอกฉันท์ คือ มติที่ผู้เข้าประชุมเห็นพ้องต้องกันทุกคน

4.11 มติโดยเสียงข้างมาก คือ มติที่ผู้เข้าประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อตัดสินใจนั้น

วิธีสื่อสารและการใช้ภาษาในการประชุม

วิธีการสื่อสารและการใช้ภาษาในการประชุมแยกออกได้ดังนี้  

1. การใช้ภาษาสำหรับประธานในที่ประชุม การใช้ภาษาในที่ประชุมขึ้นอยู่กับรูปแบบของการประชุมซึ่งอาจเป็นการประชุมที่ไม่เป็นทางพิธีการก็ได้

2. การใช้ภาษาของผู้เข้าประชุม การประชุมอย่างเป็นกันเอง ภาษาที่ใช้ประชุมก็จะเป็นลักษณะสนทนา แต่ต้องใช้คำพูดที่สื่อความหมายได้ชัดเจน ส่วนการประชุมที่เป็นทางการ จะต้องระมัดระวังการใช้ภาษาของตนเองให้มากยิ่งขึ้น ควรมีคำว่า “ขอ” ใช้เสมอในการประชุม เพราะแสดงถึงความสุภาพ เช่น ผมขอเสนอว่า ดิฉันขอให้เลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ไปคราวหน้า

 

Advertisements

ผู้เขียน:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s