รับสารด้วยการอ่าน

การรับสารด้วยการอ่าน  

การรับสารด้วยการอ่าน  หมายถึง  เป็นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร  ความรู้  ความคิดและประสบการณ์ของผู้อื่นจากการอ่านมากลั่นกรองเป็นมวลประสบการณ์ของตน  หากแบ่งตามวิธีคิดหรือพฤติกรรมการคิดของผู้อ่านจะได้ดังนี้

 1.  การอ่านเก็บความรู้  การอ่านต้องแยกแยะใจความหลัก  และใจความประกอบ  เพื่อให้สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้  โดยเมื่ออ่านไประยะหนึ่งการรับความรู้นั้นอาจจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ก็ได้  จึงต้องมีการเรียงลำดับข้อมูล และสรุปบันทึกความรู้ไว้อย่างเป็นระบบ  การอ่านเก็บความรู้นั้นผู้อ่านอาจเลือกเก็บเฉพาะข้อความรู้ที่ตนต้องการ  เพื่อใช้ประโยชน์บางอย่างก็ได้

2.  การอ่านเอาเรื่อง  อ่านเพื่อให้ทราบว่าใคร  ทำอะไร  ที่ไหน  เมื่อไหร่  อย่างไร  ในระหว่างอ่านต้องคิดติดตามเรื่องราวให้ได้ต่อเนื่องกันไป  จึงจะสามารถอ่านได้รู้เรื่องโดยตลอด  การอ่านเอาเรื่องจะได้ผลสมบูรณ์  ผู้อ่านจะต้องเข้าใจ  รู้เรื่อง และควรจำเรื่องให้ได้ด้วย  ซึ่งต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัว  และความพยายาม  หากอ่านด้วยความตั้งใจ  มีสมาธิ  ไม่อ่านโดยเร่งรีบ  ก็มักจะรู้เรื่องและเข้าใจเรื่องได้ดี

3.  การอ่านวิเคราะห์  เป็นการอ่านเพื่อแยกแยะเรื่องออกเป็นส่วนย่อย ๆ เพื่อทำความเข้าใจและเห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะการคิด  คำว่า  วิเคราะห์  หมายถึง  แยกแยะออกเป็นส่วน ๆ เพื่อทำความเข้าใจ และแลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ การอ่านวิเคราะห์ต้องใช้ความคิดในการอ่านเอาเรื่องเป็นสำคัญก่อน  ต้องรู้จักแยกแยะประโยค  แล้วพิจารณาว่าส่วนต่าง ๆ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร  โดยต้องพยายามตั้งคำถามให้ได้ว่า  เรื่องราวเป็นอย่างไร  ใคร ทำอะไร  ที่ไหน  จะต้องใช้ความคิดพิจารณาจนเกิดทักษะความชำนาญจะทำให้ดียิ่งขึ้น

4.  การอ่านตีความ  เป็นการอ่านที่ต้องใช้ความคิดพิจารณาสาระสำคัญของเรื่องว่าผู้เขียนมีเจตนาใด  เช่น  แนะนำ  สั่งสอน  เสียดสี  ประชดประชัน  หรือต้องการบอกอะไรแก่ผู้อ่าน  โดยหลังจากการอ่านวิเคราะห์แล้ว  ผู้อ่านจะต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่า  สารที่สำคัญที่สุดซึ่งผู้เขียนตั้งใจจะบอกแก่ผู้อ่านคืออะไร  สารนั้นอาจเป็นความตั้งใจ  หรือเจตนาแนะนำสั่งสอน  เตือนสติ  โดยอาจใช้กลวิธีต่าง ๆ กันไป  เช่น  อาจใช้ถ้อยคำที่ขบขัน  หรืออาจบอกไปตรง ๆ ในการอ่านชนิดนี้  นอกจากจะตีความทั้งเรื่องแล้ว  ในแต่ละช่วงก็ต้องตีความหมาย  โดยเฉพาะเมื่อผู้เขียนแฝงจุดสำคัญที่จะต้องตีความ
4.1  ระดับความเข้าใจของการอ่านตีความ  โดยทั่วไปมีอยู่ 3 ระดับ  คือ
1.  การแปลความ (Translation)  หมายถึง  การแปลเรื่องราวเดิมให้ออกมาเป็นคำใหม่  หรือแบบใหม่  แต่ยังคงรักษาเนื้อหาและความสำคัญของเรื่องราวเดิมไว้ครบถ้วน
2.  การตีความ  (Interpretation)  หมายถึง  การเอาความหมายเดิมมาบันทึกใหม่  เรียบเรียงใหม่หรือมองเรื่องราวเดิมในแง่ใหม่  ค้นหาและเปรียบเทียบทั้งความสำคัญและความสัมพันธ์ของส่วนย่อยจนเป็นข้อสรุปได้
3.  การขยายความ  (Extrapolation)  เป็นการขยายความคิดโดยใช้จินตนาการให้กว้างขวางลึกซึ้งจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่  จนสามารถคาดคะเน  พยากรณ์  หรือประเมินเป็นข้อสรุปได้
4.2  ความหมายที่ควรพิจารณาในการอ่าน  ไอ.เอ. ริชาร์ด (I.A. richards)  (อ้างถึงในสมพร  มันตะสูตร  แห่งพิพัฒน์)  กล่าวถึงความหมายที่ควรพิจารณาในการอ่านดังนี้
1.  ความหมายด้านเนื้อหาสาระโดยทั่วไป  (Sense)  คือ  ความหมายที่อยู่ในเนื้อความของงานเขียนนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ผู้อ่านรับรู้เมื่ออ่านจบแล้ว
2.  ความหมายด้านอารมณ์  (Feeling)  คือ  การพิจารณาว่าผู้อ่านมีอารมณ์อย่างไร  เมื่ออ่านงานเขียนนั้นจบลง
3.  ความหมายด้านน้ำเสียง  (Tone)  ของวรรณกรรม  งานเขียนบางบทอาจแสดงออกตรง ๆ หรืออย่างแยบยลให้รู้ว่าผู้เขียนชอบหรือไม่ชอบอะไร  อย่างไร
4.  ความหมายโดยเจตจำนง  (Intention)  เป็นความหมายตามความตั้งใจของผู้เขียน
การอ่านที่ต้องอาศัยการตีความของสำนวนหรือเรื่องราว   เป็นระดับการอ่านที่ต้องประกอบด้วยกระบวนการแปลความ  ตีความ  และขยายความจากเรื่อง  เช่น  การอ่านเรื่องจดหมายจางวางหร่ำ  ซึ่งเป็นภาษาเก่า  และใช้สำนวนภาษาที่ต้องตีความ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s