นิราศเดือน / นายมี

นิราศเดือน / นายมี 

ผู้แต่ง 

นายมี หรือหมื่นพรหมสมพัตสร (พฺรม-สม-พัด-สอน) เกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นศิษย์คนหนึ่งของสุนทรภู่ที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งกลอนดีเด่นใกล้เคียงกับสุนทรภู่มากที่สุด ผลงานร้อยกรองเรื่องอื่นๆ ของนายมี เช่น นิราศถลาง กลอนเพลงยาวสรรเสริญเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นิราศพระแท่นดงรัง นิราศสุพรรณ เป็นต้น

เนื้อหา

เดือนห้า    

๏ โอ้ฤดูเดือนห้าหน้าคิมหันต์
พวกมนุษย์สุดสุขสนุกครัน ได้ดูกันพิศวงเมื่อสงกรานต์
ทั้งผู้ดีเข็ญใจใส่อังคาส อภิวาทพุทธรูปในวิหาร
ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์ ดูสคราญเพริศพริ้งทั้งหญิงชาย
ที่เฒ่าแก่แม่หม้ายไม่ใคร่เที่ยว สู้อดเปรี้ยวกินหวานลูกหลานหลาย
ที่กำดัดขัดสีสวยทั้งกาย เที่ยวถวายน้ำหอมน้อมศรัทธา
บ้างก็มีที่สวาดิ์มาดพระสงฆ์ ต่างจำนงนึกกำดัดขัดสิกขา
ได้แต่เพียงพูดกันจำนรรจา นานนานมากลับไปแล้วใจตรอม ฯ
๏ ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาดิ์ ใส่สีฉาดฟุ้งเฟื่องด้วยเครื่องหอม
สงกรานต์ทีตรุษทีไม่มีมอม ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา
มีเท่าไรใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง ดูเพริดพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา
รามสูรเดินดินสิ้นศักดา เที่ยวไล่คว้าบางทีก็มีเชิง
บ้างเล่นเบี้ยเสียถั่วจนมัวมืด ใครขี้ตืดถากถางวางกันเหลิง
บ้างฉุดมือยื้อผ้าด่ากันเปิง ที่รู้เชิงทำแปดเก้าเป็นเจ้ามือ
เขาตัดไพ่ตายแพ้เหลือแต่ผ้า สิ้นปัญญาบ่นพลางครางหือหือ
นั่งเสียใจเต็มทีต้องหนีมือ ไม่สัตย์ซื่อทำไพ่ตายเขาเอง
ดูเขาเล่นเป็นฤดูไม่รู้ขาด นุชนาฏพึ่งกระเตาะขึ้นเหมาะเหมง
บ้างก็หลงเลยเล่นเป็นนักเลง ฉันนี้เกรงกลัวนักไม่รักเลย
ทั้งหนุ่มสาวฉาวฉานด้วยการเล่น บ้างซุ่มเป็นผัวเมียกันเสียเฉย
แต่ตัวเราเปล่าไปมิได้เชย โอ้อกเอ๋ยคิดไปแล้วใจตรม
ให้เจ็บจุกทุกข์เท่าคีรีศรี ด้วยไม่มีคู่ชิดสนิทสนม
ทุกวันนี้ใครมีซึ่งคู่ชม สำราญรมย์เริงจิตเป็นนิจกาล
เมื่อไรเล่าเรานี้จะมีบ้าง จะได้ว่างเว้นทุกข์สนุกสนาน
แต่นึกปองตรองหามาช้านาน ทอดสะพานเข้าที่ไหนไม่ได้เลย ฯ
๏ ร่ำคะนึงถึงนุชสุดวิตก ถึงเดือนหกเข้าแล้วหนาเจ้าข้าเอ๋ย
เขาแต่งงานปลูกหอขอกันเชย เราจะเฉยอยู่ก็เห็นไม่เป็นการ
เขาแรกนาแล้วมานักขัตฤกษ์ เอิกเกริกโกนจุกทุกสถาน
ที่กำดัดจัดแจงกันแต่งงาน มงคลการตามเล่ห์ประเวณี
โอ้โอ๋อกอาตมานี้อาภัพ ทั้งไร้ทรัพย์สารพัดจะบัดสี
ดูเพื่อนบ้านเขาทั้งหลายสบายดี เขาคิดมีลูกเมียเสียทุกคน
สำราญรมย์ชมน้องในห้องหอ เฝ้าเคลียคลอเจรจาว่ากุศล
ที่ยังไม่ส่งตัวนึกกลัวตน ก็ต่างคนต่างนึกคะนึงตรอง
โอ้อกเอ๋ยยังไม่เคยจะมีผัว สงสารตัวตั้งแต่นี้มีแต่หมอง
มิได้แต่งแป้งขมิ้นดินสอพอง จะมีท้องแท้แล้วไม่แคล้วเลย
เสียดายแก้มผุดผ่องจะต้องจูบ จะซีดซูบพักตรานิจจาเอ๋ย
เสียดายนมจะระบมเพราะมือเชย ยังไม่เคยมีคู่ดูน่าอาย
ไหนจะปัดฟูกหมอนนอนด้วยผัว ไม่เหมือนตัวเปล่าเปลือยเหนื่อยใจหาย
จะไม่มีก็ไม่ได้สบาย พวกผู้ชายเจ้าชู้มักดูแคลน
จะพูดเกี้ยวเลี้ยวลดให้อดสู ถ้ามีคู่คุ้มตัวเหมือนหัวแหวน
ที่ลางคนบ่นบ้าว่าน่าแค้น พ่อแม่แค่นขืนให้ไม่ชอบใจ ฯ

เดือนหก     

๏ เที่ยวหลบลี้หนีสถานทิ้งบ้านช่อง มีพวกพ้องน้าป้าไปอาศัย
บ้างชอบใจรูปงามตามเขาไป ไม่อาลัยพ่อแม่ไปแต่ตัว
ที่โกนจุกได้ปีครึ่งพึ่งจะผลิ อุตริหนักหนาอยากหาผัว
ที่ลางคนนึกละห้อยน้อยใจตัว ว่ารูปชั่วชายชังไม่หวังเชย
ที่ตกพุ่มกลุ้มกลัดขัดในอก ถึงมุ่นหมกอยู่ในใจก็ใช้เฉย
แสนสงสารหญิงชายไม่วายเลย โอ้อกเอ๋ยเราก็เป็นเหมือนเช่นกัน
ไม่พ้นตัวชั่วช้าว่าแต่เขา ตัวของเราก็เหมือนยักษ์มักกะสัน
เห็นกระเตาะเข้าไม่ได้ใจเป็นควัน เหลือจะกลั้นใจคอเที่ยวกรอกราย
ถ้ามีงานใหญ่โตมโหรสพ ขี้มักพบเห็นมากมีหลากหลาย
เห็นนารีรูปงามตามแทบตาย เพราะเมามายเรื่องรักนี้หนักจริง
มีอิเหนาคราวนั้นขันหนักหนา ทำทีท่าถูกในน้ำใจหญิง
นอนละเมอเพ้อจิตคิดประวิง ฉันหนาวจริงพ่อขุนทองประคองที
อันความรักมักละเมอจนเพ้อพก เหมือนกับอกเรียมแล้วนะแก้วพี่
ให้โหยหวนครวญหาทุกราตรี สักกี่ปีจะได้น้องประคองนอน ฯ

เดือนเจ็ด   

๏ กระทั่งถึงเดือนเจ็ดไม่เสร็จโศก บังเกิดโรคแรงหนักด้วยรักสมร
สลากภัตต์จัดแจงแต่งหาบคอน อย่างแต่ก่อนหาบกระทายมีลายทอง
ใส่คานรูปนาคาวายุภักษ์ ครั้นเดินหนักดูเต้นเผ่นผยอง
แสรกน้อยร้อยพวงมาลัยกรอง ใส่ข้าวของหาบหามตามกันมา
ทุกวันนี้มีแต่จะทำแปลก ใส่โต๊ะแบกเดินด่วนมาถ้วนหน้า
สารพันเอมโอชโภชนา ตามศรัทธาสัปปุรุษนุชอนงค์
ทั้งผู้ดีเข็ญใจก็ไปมาก จับสลากหนังสือชื่อพระสงฆ์
รู้จักนามตามพบประสบองค์ ต่างจำนงน้อมถวายรายกันไป
พระลางองค์งงงกตกประหม่า ให้ยถาเสียงสั่นอยู่หวั่นไหว
สัปปุรุษตรวจน้ำร่ำในใจ ที่ผู้ใหญ่หมายประโยชน์โพธิญาณ
ที่หนุ่มหนุ่มสาวสาวคราวกับฉัน นึกรำพันในจิตอธิษฐาน
ให้มีเมียรูปงามทรามสะคราญ ที่เรือนบ้านคับคั่งเขามั่งมี
อนงค์นาฏปรารถนาจะหาผัว ไม่เล่นถั่วสูบฝิ่นกินอาหนี
ให้รูปงามทรามชมอุดมดี ลางสตรีปรารถนาหาขุนนาง
มีเงินทองบ่าวไพร่เครื่องใช้สอย จะนั่งลอยนวลเป็นนายนุ่งลายอย่าง
ขี่แต่เรือเก๋งพั้งลงนั่งกลาง ไปตามทางแถวชลมีคนพาย
ที่ติดพันกันอยู่ก็ชูชื่น ไม่นึกอื่นนึกจะมีแต่ที่หมาย
ที่มีแล้วฉ่ำเฉื่อยเรื่อยสบาย ค่อนเว้นวายโศกเศร้าเบาหัวใจ
กระทำมาหากินภิญโญยิ่ง มีลูกหญิงลูกชายหมายอาศัย
ที่ไม่มีฝั่งฝาให้อาลัย เหมือนกับใจของฉันที่พรรณนา
คิดถึงนุชสุดรักให้หนักอก น้ำตาตกพร่างพรายทั้งซ้ายขวา
สักเมื่อไรจะได้แนบแอบอุรา ละห้อยหาโศกศัลย์รำพันพลางฯ

เดือนแปด    

๏ ถึงเดือนแปดแดดอับพยับฝน ฤดูดลพระวษาเข้ามาขวาง
จวนจะบวชเป็นพระสละนาง อยู่เหินห่างเห็นกันเมื่อวันบุญ
ประดับพุ่มบุปผาพฤกษากระถาง รูปแรดช้างโคควายขายกันวุ่น
ตุ๊กตาหน้าพราหมณ์งามละมุน ต้นพิกุลลิ้นจี่ดูดีจริง
ต้นไม้ทองเสาธงหงส์ขี้ผึ้ง คู่สลึงเขาขายพวกชายหญิง
อุณรุทยุดกินนรชะอ้อนพริ้ง มีทุกสิ่งซื้อมาบูชาพระ
ขึ้นกุฎีที่รักรู้จักสนิท ดัดจริตพูดจาวิสาสะ
พระหนุ่มหนุ่มกลุ้มใจทำไมละ เสียงจ๋าจ๊ะเจรจาพาสบาย
ถ้าญาติโยมจริงจริงแล้วนิ่งเฉย มิใคร่เงยดูหน้าปัญญาหาย
ไม่พูดมากพาดพิงให้พริ้งพราย ดูเราะรายเรียบร้อยกระช้อยชด
พรรษาหนึ่งสองพรรษาไม่ผาสุก เข้าบ้านขลุกเลยลาสิกขาบท
เหมือนน้ำอ้อยย้อยถูกจมูกมด ใครจะอดได้เล่าพวกชาวเรา
นึกคะนึงถึงนางกลางพรรษา แต่คอยหาเช้าเย็นไม่เห็นเขา
เที่ยวฟังเทศน์มิได้ขาดดูลาดเลา เห็นแต่เขาคนอื่นไม่ชื่นตา
นั่งพับเพียบเรียบร้อยน้อยไปหรือ ประนมมือฟังธรรมเทศนา
ที่ฟังจริงนิ่งตรับจนหลับตา บ้างก้มหน้าฟังไปมิได้เงย
ที่ฟังเล่นเห็นกันเป็นขวัญเนตร ไม่ฟังเทศน์เอาบุญแม่คุณเอ๋ย
มานั่งเล่นตากันฉันไม่เคย ไม่สิ้นเลยเหล่าตะกลามกามคุณ
ที่ท่านแก่แก่ตัวยังชั่วดอก หมายจะออกห่างเหจากเมถุน
ท่านอยากบวชสวดมนต์ขนเอาบุญ ที่แรกรุ่นนี่แลร่านรำคาญใจ
ด้วยความรักหนักเหลือเหมือนเรือเพียบ จนน้ำเลียบแคมแล้วแจวไม่ไหว
ถ้าผ่อนของขึ้นเสียบ้างยังชั่วใจ แจวไปไหนไปได้ไม่หนักแรง
โอ้โอ๋อกชาวเราเหล่าหนุ่มหนุ่ม อยากใคร่สุ่มปลาหนองส่องแสวง
ตัวฉันเล่าเฝ้าคลั่งด้วยยังแคลง จะพลิกแพลงไปอย่างไรก็ไม่รู้
โอ้ไฉนจะได้สมอารมณ์รัก ใครช่วยชักฉันจะไหว้ให้หัวหมู
ยิ่งร้อนใจในคอให้หมอดู ว่าขัดคู่หนักหนายิ่งอาดูร ฯ

เดือนเก้า   

๏ ถึงเดือนเก้าเศร้าสร้อยละห้อยหา พระจันทราวันดับก็อับสูญ
แต่โศกเศร้าเราเสริมขึ้นเพิ่มพูน ไม่อับสูญไปบ้างเหมือนอย่างเดือน
ไม่ได้ชมโฉมศรีไม่มีสุข จะเปรียบทุกข์กับอะไรก็ไม่เหมือน
ถึงจะมีข้าวของสักห้องเรือน ไม่ชื่นเหมือนมีรักสักราตรี
ถ้ามีคู่สู่สมภิรมย์รื่น ทุกวันคืนปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ถ้าไม่ได้เหมือนหมายตายเสียดี ไปเกิดมีชาติหน้าคอยท่าน้อง
โอ้ว่ากรรมจำเพาะพระเคราะห์รุด ไม่ได้นุชเดือนเก้ายิ่งเศร้าหมอง
เห็นเมฆมืดเวหาฟ้าคะนอง พยับฟองฝนสาดอยู่ปราดปราย
พายุเยือกโยกมาฟ้าก็แลบ ดูวาบแวบแวววับแล้วดับหาย
เหมือนเห็นขวัญเนตรขวับแล้วลับกาย ราวกับสายฟ้าแลบแปลบโพยม
พิรุณโรยโปรยมาเวลาดึก คะนึงนึกถึงนางสำอางโฉม
ถ้าเหาะได้จะไปพาเอามาโลม ประคองโฉมชมเล่นไม่เว้นวาง
นี่จนจิตฤทธีหามีไม่ ยิ่งคิดไปสารพัดจะขัดขวาง
ระทวยทอดกอดหมอนลงนอนคราง กลัวจะค้างมรสุมกลุ้มหัวใจ
ยิ่งคิดคิดจิตลอยละห้อยหา ชลนาเอิบอาบพิลาปไหล
กลางคืนหนาวกลางวันร้อนอ่อนฤทัย เมื่อครั้งไรจะพ้นข้อทรมาน ฯ

เดือนสิบ     

๏ ถึงเดือนสิบเห็นกันเมื่อวันสารท ใส่อังคาสโภชนากระยาหาร
กระยาสารทกล้วยไข่ใส่โตกพาน พวกชาวบ้านถ้วนหน้าสาธารณะ
เจ้างามคมห่มสีชุลีนบ แล้วจับจบทัพพีน้อมศรีษะ
หยิบข้าวของกระยาสารทใส่บาตรพระ ธารณะเสร็จสรรพกลับมาเรือน
พอลับเนตรเชษฐาอุราร้อน แสนอาวรณ์โหยไห้ใครจะเหมือน
ไม่รู้ที่จะวานใครไปตักเตือน ให้มาเยือนเยี่ยมพี่ถึงที่นอน
ถ้าเข้าชิดอิดออดจะกอดรัด สอดสัมผัสเคล้นทรวงดวงสมร
แม้นข่วนหยิกพลิกหันจะกันกร ทำแง่งอนพี่จะง้อให้ท้อใจ
จะเป่าด้วยคาถามหาเสน่ห์ อิทธิเจทำผงให้หลงใหล
โอ้ยามนี้โฉมตรูก็อยู่ไกล ทำไฉนจะได้มิตรมาชิดเชย
ขอเชิญเทพทุกสถานพิมานสถิต ช่วยเตือนมิตรให้มาเยือนอย่าเชือนเฉย
อย่าให้เรียมคอยท่าอยู่ช้าเลย ไม่ได้เชยนุชอนงค์ฉันคงตาย
อันหญิงอื่นดื่นไปในไตรจักร ไม่นึกรักเหมือนนุชที่สุดหมาย
ขอให้ได้แนบน้องประคองกาย อย่าคลาดคลายตราบเท่าเข้านิพพาน
ยิ่งรำพันหวั่นไหวให้สะอื้น ถ้างามชื่นเห็นคงจะสงสาร
แม้นแลกเปลี่ยนน้ำใจอาลัยลาญ คงรำคาญเหมือนเรียมที่เตรียมตรอม
ถ้ายอดรักรักรวบประจวบจิต คงได้ชิดเชยแนบแอบถนอม
จะประโลมโฉมเฉลิมเป็นเจิมจอม ให้เพริศพร้อมพริ้งพรายสบายบาน
จะตั้งตึกปึกแผ่นให้แน่นหนา มีเงินตรากินกลุ่มเป็นภูมิฐาน
ช่วยข้าคนบ่าวไพร่ไว้ใช้การ ให้เยาวมาลย์ชื่นชมภิรมย์ใจ
ที่นอนตรึกนึกนิยมสมบัติบ้า ก็เพราะว่าความรักมักหลงใหล
สิ้นเดือนสิบลิบลับนับแต่ไกล ยังไม่ได้กัลยาน้ำตาริน ฯ

เดือนสิบเอ็ด   

๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระพรรษา ชาวพาราเซ็งแซ่แห่กฐิน
ลงเรือเพียบพายยกเหมือนนกบิน กระแสสินธุ์สาดปรายกระจายฟอง
สนุกสนานขานยาวสาวสนั่น บ้างแข่งกันต่อสู้เป็นคู่สอง
แพ้ชนะปะตาพูดจาลอง ตามทำนองเล่นกฐินสิ้นทุกปี
ไปช่วยแห่เห็นกันกระสันสวาท นุชนาฏพายเรือใส่เสื้อสี
จนเปียกชุ่มตุ่มตั้งอลั่งดี เส้นเกศีโศกสร้อยก็พลอยยับ
เหมือนตกแสกแบกโศกไว้สักพ้อม ดูมัวมอมหน้าตาเมื่อขากลับ
ถึงบ้านบอบหอบอ่อนลงนอนพับ ตานั้นหลับใจตรึกนึกถึงพาย
บ้างว่ากันวันนี้พี่คนนั้น ช่างดูฉันนี่กระไรน่าใจหาย
บ้างแกล้งพูดดังดังว่าชังชาย เบื่อจะตายไปกฐินเขานินทา
ได้ยินพูดเช่นนี้ก็มีมาก พูดแต่ปากใจรนเที่ยวซนหา
การโลกีย์มีทั่วทั้งโลกา ใครบ่นบ้าว่าเบื่อไม่เชื่อเลย
ถึงตัวเรานี้เล่าก็เร่าร้อน แสนอาวรณ์วิญญาณ์นิจจาเอ๋ย
ไม่ว่าเล่นเป็นบ้าหลังด้วยหวังเชย ยิ่งเคยเคยแล้วยิ่งคิดเป็นนิจกาล
ทุกค่ำรุ่งมุ่งมาดปรารถนา จะพรรณนาสุดคิดให้วิตถาร
ในเล่ห์กลโลกาห้าประการ ฉันรำคาญสุดที่จะชี้แจง ฯ

เดือนสิบสอง    

๏ เดือนสิบสองล่องลอยกระทงหลวง ชนทั้งปวงลอยตามอร่ามแสง
ดอกไม้ไฟโชติช่วงเป็นดวงแดง ทั้งพลุแรงตึงตังดังสะท้าน
เสียงนกบินพราดพรวดกรวดไอ้ตื้อ เสียงหวอหวือเฮฮาอยู่ฉ่าฉาน
ล้วนผู้คนล้นหลามตามสะพาน อลหม่านนาวาในสาคร
บ้างก็แห่ผ้าป่าพฤกษาปัก มีเรือชักเซ็งแซ่แลสลอน
ขับประโคมดนตรีมีละคร อรชรรำร่าอยู่หน้าเรือ
บ้างก็ร้องสักวาใส่หน้าทับ ลูกคู่รับพร้อมเพราะเสนาะเหลือ
ฟังสำเนียงเสียงสตรีไม่มีเครือ เป็นใยเยื่อจับในน้ำใจชาย
ฟังสำเนียงเสียงนางที่กลางน้ำ แล้วหวนรำลึกนุชที่สุดหมาย
กลับมานอนอ่อนทอดระทวยกาย เฝ้าฟูมฟายชลนาทุกราตรี
นอนไม่หลับกลับลุกเปิดหน้าต่าง จันทร์กระจ่างแจ่มฟ้าในราศี
เห็นดวงเดือนเหมือนพักตร์ภคินี ยุพินพี่อยู่ไกลนัยนา
พี่นั่งคอยนอนคอยละห้อยหวน แสนรัญจวนมิได้สิ้นถวิลหา
เห็นราหูจู่จับพระจันทรา ชาวพาราอื้ออึงคะนึงดัง
พิลึกลั่นครั่นครึกเสียงกึกก้อง ระฆังฆ้องกลองแซ่ทั้งแตรสังข์
ประดังเสียงเพียงพื้นพิภพพัง มีทุกครั้งดังทุกคราวฉาวทุกที
โอ้ว่าดวงจันทร์เจ้าดูเศร้าหมอง ไม่ผุดผ่องเผือดอับพยับสี
อยู่ในปากราหูอสุรี มีนาทีปล่อยปละสละกัน
แต่ตัวพี่มิได้มีนาทีชื่น ทุกวันคืนเฝ้าวิโยคด้วยโศกศัลย์
ครวญคะนึงถึงมิตรที่ติดพัน พี่ชมจันทร์ต่างเจ้าเยาวมาลย์
เมื่อวันมีเทศนามหาชาติ ได้เห็นนาฏนุชอนงค์ยอดสงสาร
สัปปุรุษคับคั่งฟังกุมาร ชัชวาลแจ่มแจ้งด้วยแสงเทียน
พี่ฟังธรรมเทศน์จบไม่พบน้อง เที่ยวเมียงมองเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน
ไม่พบพักตร์เยาวมาลย์ในการเปรียญ ก็วนเวียนมาบ้านรำคาญใจฯ

เดือนอ้าย  

๏ ถึงฤดูเดือนอ้ายไม่ได้สมร ยิ่งหนาวนอนทอดประทับไม่หลับไหล
ถึงกอดหมอนนอนนิ่งแล้วผิงไฟ ไม่อุ่นใจเหมือนกอดแม่ยอดรัก
พี่เป็นทุกข์ทุกเดือนเหมือนจะม้วย ใครจะช่วยทุกข์ได้ไม่ประจักษ์
ให้คับแค้นวิญญาณ์หนักหนานัก จนสุดรักสุดฤทธิ์จะคิดการ
ให้สุดแค้นแสนวิตกในอกพี่ เหมือนพระสี่เสาร์กษัตริย์พลัดสถาน
พระเสาร์ทับชันษาอยู่ช้านาน พระภูบาลเป็นบ้าเข้าป่าไป
ถึงกระนั้นพระองค์ก็คงหาย กลับสบายคืนมาพาราได้
แต่ทุกข์พี่นี้ยิ่งกว่านั้นไป ทำกระไรจะได้ชื่นทุกคืนวัน
เป็นเคราะห์กรรมซ้ำแซกเข้าแรกรุ่น มาหมกมุ่นด้วยผู้หญิงจริงจริงฉัน
แม่โลกีย์เจ้ากรรมแกทำครัน จะบากบั่นก็ไม่ขาดประหลาดใจ
ยิ่งเห็นหน้ามิ่งมิตรให้คิดรัก อกจะหักเสียแล้วกรรมทำไฉน
ชะรอยเป็นคู่สร้างหรืออย่างไร จึงอาลัยถึงนางงามสามฤดู
ยกเอาเรื่องในใจใส่สมุด ถ้านงนุชทราบเรื่องคงเคืองหู
อันความรักมักคลั่งตั้งกระทู้ มีทุกผู้ทุกคนไม่พ้นเลย ฯ

เดือนยี่    

๏ ครั้นล่วงเข้าเดือนยี่ทวีหนาว นางสาวสาวอาบน้ำทำหน้าเฉย
อุตส่าห์แต่งบำรุงกายให้ชายเชย ไม่ขาดเลยแป้งขมิ้นดินสอพอง
ไม่ใคร่ผิงอัคคีกลัวศรีเสีย อะลิ้มอะเหลี่ยเหลือดีไม่มีหมอง
ดัดปีกเปิดเลิศล้วนนวลละออง อนงค์น้องน่ารักลักขณา
บ้างก็กางคันฉ่องส่องกระจก เห็นผมดกคิ้วดำขำหนักหนา
อุตส่าห์ถอนอุตส่าห์ตัดหัดเล่นตา เป็นวิชาชวนชายให้ตายใจ
บ้างหัดยิ้มพริ้มพรายขยายแก้ม เอาหมึกแต้มให้ดำทำเป็นไฝ
ล้วนแต่งตัวทั่วกันทุกวันไป นี่หรือใครจะไม่รักภัคินี
ทั้งขาวขำสำอางเหมือนอย่างปั้น ย่อมหวานมันเหมือนกันหมดรสอิตถี
ผูกสายสร้อยข้อมือลือว่ามี ทุกวันนี้นับถือข้อมือทอง
บ้างก็ไปวัดวาหาหลวงพี่ ขึ้นกุฎีน้อมกายถวายของ
ใครไม่รู้ดูทีเหมือนพี่น้อง เขาแอบมองลอบดูรู้อุบาย
ธรรมดาว่ารักเขามักรู้ เพราะตาหูบอกเหตุสังเกตง่าย
จะเจรจาพาทีมีแยบคาย ใครอย่าหมายว่าจะปิดไม่มิดเลย
เช่นทำนองของฉันทุกวันเล่า เขารู้เท่าทั้งนั้นฉันก็เฉย
โอ้โอ๋อกของชายที่หมายเชย ยังไม่เคยแล้วยิ่งคิดจิตระบม
สิบเดือนถ้วนครวญหามารศรี มิได้มีความสบายเท่าปลายผม
เฝ้าคิดถึงสาลิกาป่าชะอม น้ำค้างพรมพรั่งพราวหนาวหัวใจ
ไม่เห็นมาเยี่ยมเยือนจนเดือนยี่ เจ้าปักษีโบยบินไปถิ่นไหน
สุริยาอัสดงคต์ลงไรไร โอ้อาลัยสาลิกาน้ำตานอง
โฉมยุพินกินรีเจ้าพี่เอ๋ย เมื่อไรเลยจะได้ชมประสมสอง
ดูผิวเหลืองเรือดีเป็นสีทอง ได้ประคองแล้วจะชื่นทุกคืนวัน
ดอกโกมุทบุษบามณฑาทิพย์ วิไลลิบลอยล่องของสวรรค์
ถ้าหล่นลงตรงพี่จะดีครัน คงลือลั่นโลกาสุธาสะเทือน
แม่ดวงแก้วนพเก้าเสาวภาคย์ พี่ฝังฝากรักใคร่ใครจะเหมือน
ให้หมกมุ่นวุ่นวายมาหลายเดือน สติเฟือนคลั่งไคล้ในใจตรมฯ

เดือนสาม     

๏ ถึงเดือนสามความโศกไม่เลื่อมสูญ จันทร์จำรูญแสงงามยามปฐม
ดารารายพรายพร่างน้ำค้างพรม พี่นั่งชมจันทร์เพ็งเปล่งโพยม
ดูแวววับเวหาล้วนดาเรศ เหมือนดวงเนตรนุชนางสำอางโฉม
ดูกระพริบริบแดงดังแสงโคม ลอยโพยมล้อมจันทร์พรรณราย
พี่นั่งชมตรมตรึกดึกสงัด น้ำค้างหยัดเยือกเย็นกระเซ็นสาย
บุปผาเผยกลีบก้านบานกระจาย ต้องพระพายหอมกระถินดังกลิ่นนาง
พี่เคลิ้มคลั่งนั่งอยู่ดูมะลิ ลืมสติหลงพลอดกอดกระถาง
ฟังเป็นเสียงสายสมรวอนให้วาง จึงปลอบนางทางว่าด้วยอาลัย
พี่นั่งคอยนอนคอยน้อยไปหรือ ขอถูกมือยอดรักอย่าผลักไส
พอรู้สึกนึกเขินเดินออกไป ถ้าแม้นใครเห็นฉันแล้วขันจริง
ราวกับถูกยาแฝดสักแปดโถ จะซูบโซเสียศรีดังผีสิง
พระอภัยหลงรูปวาดหวาดประวิง เรากลับยิ่งกว่าพระอภัยไป
ถ้ามิได้นวลหงส์ฉันคงม้วย ใครจะช่วยดับเข็ญเห็นไม่ไหว
หรือจะเหมือนมดแดงน่าแคลงใจ ให้สงสัยวิญญาณ์เป็นอาจิณ
ดูตำราว่าพฤหัสเป็นปัตนิ ตามลัทธิว่าคู่อยู่ทักษิณ
ช่างพูดจาตาดำดังน้ำนิล ก็สมสิ้นเหมือนตำราสารพัน
เออก็ขัดด้วยอะไรไฉนหนอ แต่รีรอรักนุชสุดกระสัน
เห็นที่อื่นดื่นดาดไม่ขาดวัน จะรักกันก็ประเดี๋ยวเมื่อเกี้ยวพาน
เหมือนแสบท้องต้องขืนกลืนข้าวตาก ระคายปากไม่ละมุนเหมือนวุ้นหวาน
เหมือนอดข้าวกินมันยากกันดาร กว่าจะพานพบของที่ต้องใจ
กระแจะจันทน์คันธาบุปผาสด ไม่เหมือนรสมิ่งมิตรพิสมัย
ประเวณีมีจบภพไตร ไม่ว่าใครทุกตัวทั่วโลกา ฯ
      

เดือนสี่ และบทส่งท้าย     

๏ ถึงเดือนสี่ปีสุดจะตรุษใหม่ ยังไม่ได้นุชนาฏที่ปรารถนา
ฟังเสียงปืนยืนยัดอัฏฏะนา รอบมหานัคเรศนิเวศน์วัง
ถ้าความทุกข์เราดังเหมือนยังปืน พิภพพื้นก็จะไหวเหมือนใจหวัง
นวลหงส์คงจะรู้ถึงหูดัง จะนอนฟังทุกข์พี่ไม่มีเว้น
ทุกวันคืนเดือนปีไม่มีหยุด พี่แสนสุดทุกข์ใจใครจะเห็น
ในทรวงซ้ำเหมือนเขาเชือดเลือดกระเด็น ใครจะเห็นเช่นข้าทั้งธานี
ความรักนุชสุดหลงพะวงจิต จนลืมคิดญาติกาน่าบัดสี
ลืมบิดรมารดาทั้งตาปี เหมือนไม่มีกตัญญูดูเถิดเรา
พอใจรักแม่เลี้ยงว่าเสียงเพราะ เฝ้าฉอเลาะก็ไม่ได้อะไรเขา
รักคนอื่นลืมตัวจนมัวเมา อุตส่าห์เฝ้าไม่ไปข้างไหนเลย
จะได้หรือมิได้ให้รู้แน่ เห็นจะแก่เสียเปล่าแล้วเราเอ๋ย
สงสารใจใจคิดจะชิดเชย สงสารตัวตัวเอ๋ยจะเอกา
สงสารมือมือหมายจะก่ายกอด สงสารปากปากพลอดให้หนักหนา
สงสารอกอกโอ้อนิจจา ใครจะมาแอบอกให้อุ่นใจ
สงสารหลังหลังหมายจะให้จุด สงสารสุดเวทนาน้ำตาไหล
สงสารตาตาพี่แต่นี้ไป จะดูใครต่างเจ้าจะเปล่าตา
โอ้อกเรามีกรรมทำไฉน จึงจะได้แนบชิดขนิษฐา
ได้แต่ชื่อไว้ชมตรมอุรา ถึงได้ผ้าไว้ห่มก็ตรมใจ
ถึงได้แหวนไว้ชมก็ตรมจิต ไม่เหมือนได้มิ่งมิตรพิสมัย
ได้ของอื่นหมื่นแสนในแดนไตร ไม่เหมือนได้นิ่มน้องประคองนอน
จะว่าโศกโศกอะไรที่ในโลก ไม่เท่าโศกใจเหมือนหนักรักสมร
จะว่าหนักหนักอะไรในดินดอน ถึงสิงขรก็ไม่หนักเหมือนรักกัน
จะว่าเจ็บเจ็บแผลพอแก้หาย ถ้าเจ็บกายแล้วชีวาจะอาสัญ
แต่เจ็บแค้นนี่แลแสนจะเจ็บครัน สุดจะกลั้นสุดจะกลืนขืนอารมณ์
จะว่าขมขมอะไรในพิภพ ไม่อาจลบบอระเพ็ดที่เข็ดขม
ถึงดาบคมก็ไม่สู้คารมคม จะว่าลมลมปากนี้มากแรง
จะว่าเมาเมาอะไรก็ไม่หนัก อันเมารักเช่นนี้มีทุกแห่ง
เกิดยุ่งยิ่งชิงกันถึงฟันแทง ใครพลาดแพลงล้มตายวายชีวา
บ้างชกต่อยกันบอบลอบตีหัว เขาจับตัวใส่คุกทุกข์หนักหนา
อันโกรธขึ้งหึงกันทุกวันมา เพราะตัณหาตัวเดียวมันเรี่ยวแรง
จนพระเณรเถรตู้อยู่ไม่ได้ สึกออกไปซัดเพลาะเที่ยวเสาะแสวง
บ้างร้อนตัวกลัวจะอดเหมือนมดแดง นอนตะแคงคว่ำหงายวุ่นวายใจ
บ้างก็แต่งเพลงยาวไปน้าวโน้ม ว่ารักโฉมมิ่งมิตรพิสมัย
พอลงเอยให้แม่สื่อถือเอาไป แต่ละใบราคาถึงตำลึงทอง
บ้างถูกแม่สื่อหลอกปอกเอาหมด เจ็บอกอดอับอายเสียดายของ
ถ้าแม่สื่อซื่อตรงคงได้ครอง เป็นหอห้องเรือนเรือตามเชื้อวงศ์
บ้างรักเขาข้างเดียวลงเคี่ยวเข็ญ บ้างก็เป็นสังฆการีสึกชีสงฆ์
วิสัยพระทุกวัดขัดทุกองค์ ถ้าลาภตรงมาหาเปลื้องผ้าไตร
บ้างก็ถูกลมหลอกออกมาเก้อ ชักสะพานแหงนเถ่อน้ำตาไหล
ไม่ได้เมียเสียของร้องเอาใคร กลับบวชใหม่สวดมนต์ไปจนตาย
เขาว่าพระคราวนั้นก็ขันอยู่ บวชเณรรู้ไว้เป็นศิษย์ดังจิตหมาย
ท่านจับสึกสักหน้าพากันอาย พวกหญิงชายลือดังทั้งพิภพ
เพราะโลกีย์ฟั่นเผือเหลือสละ แต่เป็นพระแล้วยังคิดผิดขนบ
นี่หรือคฤหัสถ์จะไม่โลภละโมบมบ ให้ปรารถเรื่องผู้หญิงประวิงวน
จะพรรณนาว่าไปไหนจะหมด เหลือกำหนดนับไม่เสร็จเหมือนเม็ดฝน
มิใช่ฉันหยาบช้าแกล้งว่าคน อย่าร้อนรนร้าวรานรำคาญเคือง
ฉันคนชั่วตัวโศกเป็นโรครัก อกจะหักเสียด้วยตรอมจนผอมเหลือง
สวาทหวังตั้งจิตเป็นนิตย์เนือง จึงแต่งเรื่องรักไว้ให้คนฟัง
ไว้อ่านเล่นเป็นที่ประกันทุกข์ ให้ผาสุกตามประสาที่บ้าหลัง
ท่านทั้งหลายชายหญิงอย่าชิงชัง ฉันต่อตั้งแต่งความตามทำนอง
อันเรื่องราวตัณหานี้สาหัส ถ้าใครตัดเสียได้ฉันให้ถอง
อุตส่าห์หัดวิชาหาเงินทอง ก็เพราะของสิ่งเดียวมันเกี่ยวกวน
ถึงยากจนซนหาประสายาก ที่มีมากตั้งกองครองสงวน
บ้างก็ชอบชาววังรังกระบวน เนื้อก็นวลเสียงก็หวานขานก็เพราะ
ที่เต็มอัดกลัดมันกลั้นไม่หยุด ก็รีบรุดเร็วรัดไปวัดเกาะ
เป็นเงินแดงแย่งยุดฉุดเอาเพลาะ เถียงทะเลาะวุ่นวายไม่อายกัน
เพราะโลกีย์เจ้ากรรมแกทำเข็ญ เผอิญเป็นทั่วโลกให้โศกศัลย์
ถึงเทวบุตรภุชงค์พงศ์สุบรรณ ก็เหมือนกันกับเราที่เศร้าใจ
ถ้ารักกันลั่นเปรี้ยงดังเสียงฟ้า หูจะชาเสียด้วยดังฟังไม่ไหว
แต่เงียบเงียบสิยังอึงคะนึงไป ราวกับไฟไหม้ฟางสว่างโพลง
ถ้าคนอื่นตรึกตรองก็ต้องที่ แต่เรานี้วุ่นวายแทบตายโหง
ก็มิได้สายสมรนอนคลุมโปง ยังดังโด่งพลอยเขาน่าเศร้าใจ
แต่นั่งตรึกนอนตรึกนึกถึงน้อง แม้นจะรองชลนาสักห้าไห
ถ้าใครแย่งแกล้งพาขวัญตาไป คงจะใส่เสียให้ยับไม่นับชิ้น
จะถากเชือดเลือดเนื้อเอาเกลือประ สับศรีษะเสียให้สมอารมณ์ถวิล
จะทิ้งให้กาแร้งมันแย่งกิน จึงจะสิ้นความแค้นแน่นอุรา
เอ๊ะอะไรใจจิตคิดฉะนี้ ไม่ควรที่โกรธขึ้งด้วยหึงสา
จะเป็นเวรเปล่าเปล่าไม่เข้ายา จิตหนาอย่าอำมะหิตให้ผิดคน
เมื่อรักเขาเล่าก็รักอยู่นิ่งนิ่ง ถึงใครชิงนางงามตามกุศล
ถ้าคู่แท้แลจะไปข้างไหนพ้น อย่าร้อนรนไปนักจงหักใจ
ครั้นคิดให้หายหึงไม่ขึ้งโกรธ ค่อยปราโมทย์ยิ้มย่องสนองไข
ที่จริงจิตฉันไม่กล้าจะฆ่าใคร ตั้งหม้อใหญ่ไว้กระนั้นดีฉันเอง
แต่ความรักรักจริงไม่ทิ้งรัก ยังไม่หักได้ก่อนลงนอนเขลง
น่าหัวร่อหนอเราไม่เข้าเพลง พูดเอาเองเออเองออกวุ่นวาย
ด้วยความรักหนักแน่นแสนจะคลั่ง เหลือกำลังที่จะหักให้รักหาย
ถ้าสมรักนั่นแลฉันพลันสบาย ไม่เหมือนหมายแล้วเห็นไม่เป็นคน
ทำกระไรโฉมเฉลาจะเข้าใกล้ ฉันจะได้ฝากรักเสียสักหน
ขอเป็นข้านางงามไปตามจน จะสู้ทนทุบถองให้น้องใช้
ยิ่งรำพันปั่นป่วนรัญจวนจิต ถ้าแม้นผิดที่นี้แล้วที่ไหน
เหมือนหมายไม้กลางป่าพนาลัย สุดจะหมายที่จะมุ่งผดุงปอง
จะเอาจริงอย่างไรไม่ได้แน่ ให้มีแต่ทรัพย์นึกไม่ตรึกถอง
ถ้านึกได้เหมือนนึกที่ตรึกตรอง จะนอนร้องละครเล่นให้เย็นใจ
นึกนึกแล้วก็เปล่าเรายิ่งวุ่น เจ้าประคุณน้ำตาพากันไหล
ท่านเจ้าจอมหม่อมจิตนี้คิดไป แสนอาลัยเพียงกายจะวายชนม์
เต็มกระเดือกเสือกกระแด่วอยู่แล้วหนอ จะสู่ขอสารพัดจะขัดสน
จะกระโจมโถมเอาเราก็จน ครั้นจะทนอยู่เล่าเราก็ทุกข์
ไม่ได้ตามความรักเลยสักท่า ทุกทิวาราตรีไม่มีสุข
เฝ้ารบรบเร้าเร้าจนเขาลุก โอ้แม่ตุ๊กตางาไม่ปรานี
จำจะแต่งเพลงยาวไปน้าวโน้ม ว่ารักโฉมนพคุณจำรูญศรี
งามละม่อมพร้อมสิ้นทั้งอินทรีย์ ตั้งแต่พี่ได้เห็นไม่เว้นคะนึง ฯ
๏ จึงสอดส่งศุภอรรถมาบัดนี้ ว่าสุดที่เจรจามาไม่ถึง
แสนอาวรณ์ร้อนจิตดังกฤชตรึง ประดุจหนึ่งชีวันจะบรรลัย
ไม่มีสุขทุกข์เท่าคีรีศรี เพราะไม่มีฝั่งฝาที่อาศัย
ให้เปลี่ยวเปล่าเช้าเย็นไม่เห็นใคร ที่จะได้ชมชื่นทุกคืนวัน
เห็นแต่น้องต้องใจพี่หมายพึ่ง อย่าสูญซึ่งไมตรีของดีฉัน
อันตัวเรียมเหมือนกระต่ายที่หมายจันทร์ ถึงกระนั้นสุดแท้แต่ปรานี
เอ็นดูด้วยช่วยดับระงับทุกข์ ให้เป็นสุขปรีดิ์เปรมเกษมศรี
อันความรักหนักแน่นแสนทวี ไม่รู้ที่เปรียบปานสถานใด
ทรามประโลมโฉมงามอย่าคร้ามจิต จงร่วมคิดร่วมรักอย่าผลักไส
ถึงสุดสิ้นดินฟ้าอย่าสูญใจ อย่าตัดไมตรีเรียมให้เตรียมตรอม
ถ้าได้ชมนิ่มน้องประคองขวัญ เหมือนได้นางในสวรรค์มาแนบถนอม
มิให้ริ้นเลือดไรมาไต่ตอม พี่จะกล่อมให้นอนกับหมอนอิง
ทุกวันคืนตื่นหลับจะรับขวัญ ไม่ผายผันห่างห้องแม่น้องหญิง
จะม้วยด้วยเยาวยอดไม่ทอดทิ้ง เป็นความจริงแก้วตาอย่าตัดรอน
ขอให้พี่ได้สมอารมณ์รัก พิศพักตร์ภิญโญสโมสร
จงเล็งเห็นพี่ยาที่อาวรณ์ อย่าควรข้อนคิดแหนงแคลงอารมณ์
เป็นบุญนำจำเพาะเสาะมาพบ ก็ควรคบเคียงชิดสนิทสนม
อย่าเบือนบิดคิดหนีให้พี่ตรม แม่ทรามชมจงมาเมตตาเอยฯ
๏ ครั้นแต่งสารเสร็จส่งถึงนงสักษณ์ แม่ยอดรักรู้แจ้งก็แกล้งเฉย
ยิ่งเศร้าสร้อยน้อยใจกระไรเลย ไม่ได้เชยน้องแก้วแล้วกระมัง
ยิ่งคิดไปใจหายไม่วายรัก รำพันนักก็จะว่าเป็นบ้าหลัง
ที่ท่านชอบน้ำใจจะใคร่ฟัง ที่ท่านชังท่าจะด่าเป็นบ้ากาม
ใครอยู่ดูเยี่ยงข้าหนาพ่อแม่ ลำบากแท้ยิ่งกว่าหลงเข้าดงหนาม
ถ้าใครรักประโลมลูบแต่รูปงาม บังเกิดความทุกข์นานรำคาญใจ
ถ้ารักเขาเขาชังไม่หวังรัก ก็ทุกข์นักทุกข์หนาเลือดตาไหล
ถ้าถ้อยทีถ้อยรักก็คงไว คงจะได้เชยชิดสนิทกัน
งามมิงามฉันไม่ว่าถ้าควรคู่ อุตส่าห์โอบอ้อมถนอมขวัญ
เขมรลาวชาวพม่าแลรามัญ ถ้ารักฉันก็รักไม่พักวอน
ที่กลางแห่งท่านก็ถือทำหื้อหา ต่างภาษาแล้วไม่ขอสโมสร
บ้างเลือกไปเลือกมาปาเอามอญ ต้องง้องอนอิงแอบเขาแทบตาย
ที่ไม่เลือกได้ดีก็มีถม ภิรมย์สมนุชนาฏไม่ขาดสาย
ไม่ขัดสนพ้นที่จะอภิปราย ท่านทั้งหลายฟังรู้อยู่แก่ใจ
ว่าด้วยเรื่องตัณหาแล้วน่าเกลียด ฉันขี้เกียจอธิบายน้ำลายไหล
สำหรับโลภโศกศัลย์ทุกวันไป กว่าจะได้พระนิพพานสำราญครัน
จะเวียนตายเวียนเกิดกำเนิดนับ สักกี่กัปป์จึ่งจะสิ้นที่โศกศัลย์
กิเลสเล่าเมามัวเข้าพัวพัน มัดกระสันฝูงสัตว์อยู่รัดรึง
ทำกระไรจะได้รอดตลอดล่วง ให้พ้นห่วงตัณหาราคาขึง
ฉันก็นึกเหนื่อยหน่ายหายคะนึง ให้คิดถึงชีวิตอนิจจัง
เดือนก็จบครบปีเดือนสี่สิ้น ใครอย่าได้นินทาว่าลับหลัง
เอาเรื่องรักชักเหตุเทศน์ให้ฟัง ก็เอวังหมดทีเท่านี้เอย ฯ
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s