Posted in เกร็ดวรรณกรรม

ประเพณีไทยในวรรณคดี

    

     วรรณคดีไทยนอกจากจะมีคุณค่าช่วยให้เกิดความจรรโลงใจ เกิดข้อคิดต่างๆแล้ว ยังมีคุณค่าในการช่วยบันทึก ถ่ายทอด สภาพสังคม ค่านิยม ความเชื่อวัฒนธรรมและประเพณีของไทยให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ อีกด้วย

      ประเพณี      
          เอกลักษณ์ของประเพณีไทย ได้แก่การผสมผสานทั้งลัทธิ ผีสางเทวดา ศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธเข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกแก่การศึกษาและปฏิบัติ เราอาจแบ่งประเพณีต่าง ๆ ออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้

  ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต      

เป็นประเพณีเกี่ยวกับการส่งเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของตนเอง ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งนี้เพื่อทำให้เกิดความสุขทางจิตใจ เป็นการสร้างบุญกุศลให้กับชีวิตในโอกาสต่าง ๆ เช่น การเกิด การตาย การบวช การแต่งงาน และการทำบุญในโอกาสต่าง ๆ เป็นต้น

1) ประเพณีการเกิด การเกิดเป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสำคัญ ส่วนจะมีพิธีรีตองมากน้อยเพียงไรก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละคน หรือสังคมที่ตนอยู่ร่วมด้วย คนสมัยก่อนทำพิธีต่างๆก็เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้คลอดได้ง่าย แม่จะได้ไม่เป็นอันตรายถึงตาย เพื่อคุ้มครองปกปักรักษาทารกที่คลอดให้ออกมาโดยปลอดภัยเนื่องจากในระยะนี้เด็กมีร่างกายบอบบางอ่อนแอ ความต้านทานโรคต่ำ

           แต่เดิมมีความเชื่อว่า การทำพิธีเกิดจะช่วยป้องกันปัดเป่าผีร้ายที่จะมาทำอันตรายแก่ทารกและแม่เพราะวิทยาการต่างๆ ในสมัยนั้นยังไม่เจริญ คนจึงไปเชื่อในสิ่งลึกลับ เช่น เชื่อว่าผีบันดาลให้เป็นเช่นนั้น ต่อมาเมื่อมนุษย์เจริญขึ้น พอจะเข้าใจถึงความเป็นไปต่าง ๆ ความเชื่อในเรื่องผีค่อย ๆ หมดไป แต่ชนบางพวกบางกลุ่มก็ยังนิยมปฏิบัติที่เขาทำ เช่นนั้นก็เพื่อความสบายใจหรือเขาทำให้เพราะท้องถิ่นที่เขาอยู่เห็นว่าควรทำ ไม่ทำจะเดือดร้อน แก่คนส่วนใหญ่ เขาจึงทำตามเพื่อไม่ได้ผิดประเพณี และดูเป็นคนนอกรีตนอกรอยไป

            พิธีการเกิดนี้จึงเป็นข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติของ หญิงที่กำลังจะเป็นแม่คน เริ่มตั้งครรภ์ เจ็บท้อง พอหลังคลอด ก็ต้องมีพิธีตัดสายสะดือ อาบน้ำ ฝังรกเด็ก โดยเฉพาะในสมัยโบราณการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าอย่างปัจจุบัน อัตราการตายของทารกแรกเกิดอยู่ในระดับสูง คนสมัยก่อนบางกลุ่มเชื่อว่าผีมาเอาตัวเด็กไป พ่อแม่จึงต้องทำบุญเด็กเป็นระยะ ๆ ตามวัย เช่น ทำขวัญโกนผมไฟ พิธีลงอู่ ตั้งชื่อ ทำขวัญเด็ก ปูเปลเด็ก โกนจุก (ถ้าไว้จุก)

2) ประเพณีการบวช การบวชถือเป็นสิ่งที่ช่วยอบรมสั่งสอน ให้เป็นคนดี ตลอดจนเป็นการทดแทนคุณพ่อแม่ที่ให้กำเนิดเพื่อให้พ่อแม่เป็นสุข และตัวผู้บวชเองก็จะได้มีโอกาสศึกษาธรรมวินัย สวดมนต์ภาวนาทำใจให้สงบ เป็นต้น
การบวชจึงมี 2 แบบ คือ
บรรพชา (บวชเณร)      
           เด็กชายที่จะบวชเป็นสามเณรได้ จะต้องมีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป สมัยก่อนการบวชเณรเป็นการฝากลูกให้พระดูแลอบรมสั่งสอน เพราะวัดเป็นเสมือนโรงเรียนหรือสถานที่สอนคนให้เป็นคนดี แต่สมัยนี้การบวชมักเป็นการบวชเพื่อแก้บน บวชหน้าศพ บวชเพื่อศึกษาธรรมวินัย
การอุปสมบท (บวชพระ)
          ชายที่จะบวชได้ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ การอุปสมบทเป็นประเพณีที่มีความสำคัญมาก ทั้งนี้เพราะชายที่มีอายุครบ 20 ปี เป็นวัยที่เข้าเขตผู้ใหญ่ ซึ่งจะต้องมีความรับผิดชอบในชีวิตของตน ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีความรู้ และเข้าใจภาวะผันแปรต่างๆ ที่มีอยู่ในชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นหลักแห่งความจริงในโลก เพราะสอนให้ มนุษย์รู้สาเหตุของความทุกข์และความสุข ช่วยให้มนุษย์มีสติสัมปชัญญะที่จะนำไปสู่ในทางที่ดีที่ชอบ การอุปสมบทจึงมีความสำคัญโดยเฉพาะต่อผู้ที่จะเป็นหลักของครอบครัว แม้ว่าในปัจจุบันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไป วัดไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการศึกษาดังแต่ก่อน เพราะมีสถาบันการศึกษา อย่างเป็นทางการ เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย แทนวัด วัดจึงคลายความสำคัญ ในแง่การถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นทางการ การบวชพระจึงลดน้อยลงโดยเฉพาะในตัวเมือง แต่ในชนบทยังคงยึดถือเป็นประเพณีอยู่ต่อไป

 ประเพณีการแต่งงาน
          การแต่งงานเกิดขึ้นภายหลังเมื่อผู้ชายได้บวชเรียนแล้ว เพราะเป็นเวลาที่ได้เรียนรู้มนุษยธรรมแล้วตามทางที่ชอบ จนถึงเวลาที่คิดตั้งตนและวงศ์ตระกูลเองได้ เมื่อเลือกหาหญิงดีตามสมควรแก่ฐานะแล้วฝ่ายชายก็ให้ผู้ใหญ่ช่วยจัดการสู่ขอต่อผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงเป็นการประกันสัญญาว่าจะไม่ทิ้งขว้างหย่าร้าง

           การแต่งงานเป็นการตั้งตน คือ ทั้งชายและหญิงต่างก็จะเป็น พ่อบ้านและแม่บ้านต่างรู้หน้าที่ของตน คือเป็นเวลาที่พ้นอกพ่อแม่ จึงจำเป็นต้องให้มีบ้านเรือน ด้วยเหตุนี้เมื่อหมั้นกันแล้วผู้ใหญ่จึงมักจะจัดการตกลงกันปลูกเรือน เรียกว่าเรือนหอ เมื่อปลูก เรือนหอแล้วก็ต้องมีงานขึ้นเรือน ฉะนั้นในงานแต่งงานจึงมักจะตั้งต้นด้วยการขึ้นเรือน คือ มีสวดมนต์เย็น รุ่งขึ้นเช้าก็เลี้ยงพระให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวใส่บาตรด้วยกัน เพื่อแสดงว่าร่วมศาสนากัน เมื่อพระฉันเสร็จและถวายของแล้ว พระองค์หนึ่งก็พรมน้ำพระพุทธมนต์ให้ทั่วทั้งเรือนและทุกคน ครั้นถึงเวลาเย็นก็มีการรดน้ำเจ้าบ่าวเจ้าสาว เสร็จการรดนำให้พรแล้วก็มีการเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน บางรายก็มีพิณพาทย์หรือมโหรีในตอนนี้ไปจนถึงเวลาฤกษ์ปูที่นอน เมื่อถึงฤกษ์ผู้ใหญ่คู่หนึ่ง ซึ่งมักเชิญผู้ที่ได้แต่งงานอยู่ด้วยความผาสุก เข้าไปในห้องจัดการปูที่นอนให้พรแก่คู่บ่าวสาว เป็นอันเสร็จพิธี

ประเพณีการเผาศพ 
          ตามคติของพระพุทธศาสนา ถือตามความจริงที่ว่าร่างกาย มนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน (เนื้อ หนัง กระดูก) น้ำ (เลือด เหงื่อ น้ำลาย) ไฟ (ความร้อน ความอบอุ่นในตัว) ลม(อากาศหายใจเข้าออก) ฉะนั้นเมื่อชีวิตสิ้นไปแล้ว สังขารที่เหลืออยู่จึงไม่มีประโยชน์อันใด การเผาเสียจึงเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ผู้อยู่เบื้องหลังไม่มีห่วงใย ทำให้หมดเชื้อโรคด้วย ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยมากจึงมักเก็บศพไว้ทำบุญให้ทานชั่วคราวเพื่อบรรเทาความโศกเศร้า เมื่อคลายความโศกเศร้าแล้ว และเห็นความจริงที่ว่าความตายเป็นของธรรมดา ก็มักจะคิดถึงการเผาศพซึ่งเป็นพิธีสุดท้ายของชีวิตมนุษย์โดยปกติมักทำการเผาศพหลังจากทำบุญ 100 วันแล้ว เพราะได้ทำบุญให้ทานครบถ้วนตามที่ควรแล้ว

   ประเพณีเกี่ยวกับสังคม                  
เป็นประเพณีที่ประชาชนทั่วไปนิยมปฏิบัติร่วมกัน มีดังนี้

1.  ประเพณีสงกรานต์                  

วันสงกรานต์ คือวันขึ้นปีใหม่ตามทางสุริยคติ หมายความว่า นับตามทางพระอาทิตย์ กล่าวคือโลกที่เราอยู่หมุนไป 1 รอบดวงอาทิตย์ก็เป็น 1 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 12 เมษายน ตรงกับเวลาฤดูร้อนทางประเทศตะวันออก ไทยเราได้ประเพณีนี้มาจากมอญ

            วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีจนถึง พ.ศ. 2483 ทางราชการจึงได้เปลี่ยนใหม่ โดยกำหนดเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่เพื่อให้ เข้ากับหลักสากลที่นานาประเทศนิยมปฏิบัติกัน อย่างไรก็ตามแม้จะมีการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ประชาชนก็ยัง ยึดถือว่าวันสงกรานต์มีความสำคัญ

           การรดน้ำสาดน้ำในวันสงกรานต์นั้น เนื่องจากเป็นเวลาฤดูร้อน จึงให้พรกันด้วยน้ำเพื่อให้ร่มเย็นเป็นสุข   ก่อนถึงวันสงกรานต์มักจะมีการเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับทำบุญ อาหารที่เตรียมไว้ ได้แก่ อาหารคาว มักมีขนมจีนเป็นหลัก ส่วนอาหารหวาน มักมีกะละแมเป็นหลัก นอกจากนี้จะมีการทำความสะอาดพระพุทธรูป หิ้งบูชา ตลอดจนทำความสะอาดบ้านเรือนทั้งภายในบ้านและนอกรั้วบ้าน

          ในตอนเช้าของวันที่ 13 เมษายน จะมีการทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ และบังสุกุลกระดูกเสร็จแล้วจึงกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือผู้มีพระคุณ สรงน้ำพระ แห่พระ ชักพระ รดน้ำผู้ใหญ่ รับศีลรับพรจากท่าน ในเมืองบางแห่ง อาจจะมีมหรสพต่าง ๆ เพื่อความรื่นเริง หรือมีการปล่อยนก ปล่อยปลา เพื่อโปรดสัตว์     บางแห่งก็ อาจจะมีการประกวดเทพีสงกรานต์ขึ้นด้วย เพื่อความสนุกสนาน

2. ประเพณีทำบุญวันสารท

คนไทยถือเอาวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบ หรือวันสิ้นเดือนสิบ เป็นวัน ทำบุญกลางพรรษาและเรียกการทำบุญในวันนี้ว่า “ทำบุญวันสารท”

         “สารท” เป็นคำมาจากภาษาอินเดียที่หมายถึง ฤดูสารทหรือฤดู ที่พืชพันธ์ธัญชาติเริ่มสุก ชาวอินเดียถือว่าควรมีพิธีรื่นเริงยินดี และทำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเขา เพื่อให้พืชพันธ์ธัญญาหารเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ต่อไป แต่ในเทศกาลวันสารทของไทย เป็นฤดูที่ข้าวเพิ่งแตกรวง ชาวบ้านจึงปลูกข้าวเหนียวไว้เพื่อให้ทันเก็บเกี่ยวแล้วนำข้าวเหนียวนั้นมาตำเป็น ข้าวเม่า นำมากวนกับข้าวตอก ถั่ว งา มะพร้าว และน้ำตาล เรียกว่า “กระยาสารท”  (ปัจจุบันการ กวนพระสารทเขาใช้น้ำอ้อยและนมสดผสมด้วย  เพื่อให้เกิดความมันและหอมหวานอร่อยยิ่งขึ้น) เมื่อกวนกระยาสารทเสร็จแล้วก็จัดแบ่งเป็นส่วน ๆ แล้วเอาใบตองห่อ (ปัจจุบันไม่ใช้ใบตองแล้ว ใช้ถุงพลาสติกแทน) เพื่อนำไปตักบาตรถวายพระในวันสารท ทำบุญเสร็จแล้วก็กรวดน้ำ อุทิศส่วน กุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ถือกันว่าถ้าไม่ได้ทำบุญตักบาตร “กระยาสารท” ผีปู่ย่าตายายที่ตายไปจะได้รับความเดือดร้อน อด ๆ อยาก ๆ เท่ากับลูกหลานที่อยู่หลังขาดการกตัญญู ต่อบุพการี ส่วนพระสงฆ์รับบาตรกระยาสารทในวันนั้นแล้วเมื่อฉันเสร็จก็ฉันพระยาสารทเป็น ของ หวานในวันสารท ทางวัดจะจัดโต๊ะและตั้งบาตรวางเรียงเป็นแถวสำหรับให้ชาวบ้านที่มาทำบุญตักบาตรนำห่อกระยาสารทใส่ลงในบาตร  ประเพณีตักบาตรอย่างนี้สมัยก่อนเรียกว่า “ตักบาตร ธารณะ”

 3. ประเพณีลอยกระทง 

 ประเพณีลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เชื่อกันว่างาน ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี เมื่อประมาณ 700 ปีมาแล้ว โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่กล่าวว่า “เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เทียนย่อมวนเสียดกัน เข้ามาดูท่าน เผาเทียน ท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดังจักแตก” นอกจากนี้ยังปรากฏในหนังสือนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกของสมเด็จพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย    ผู้คิดทำโคมลอยเป็นรูปดอกกุมุท (ดอกบัว) ที่งามยิ่งกว่าโคมลอยของพระสนมกำนัลทั้งปวง ทำให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยของสมเด็จพระร่วงเจ้า เป็นอย่างมากถึงกับทรงบัญญัติว่า พระราชพิธีจองเปรียงในวันเพ็ญเดือนสิบสอง(ลอยกระทงใน ปัจจุบัน) ในปี ต่อ ๆ ไปให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัวตามแบบอย่างของนางนพมาศ  ซึ่งพิธีจองเปรียง นี้รวมไปพิธีลอยกระทงและตามประทีปด้วย

         การตามประทีป เป็นการจุดเพื่อบูชาพระพุทธรูป พระเจดีย์ตาม พุทธศาสนาต่าง ๆ และเป็นการบูชาเทพเจ้าตามเทวสถาน หรือสิ่งที่เคารพนับถือ ในพิธีกรรมสำคัญ หรือในวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ ตามแบบอย่างของชาวชมพูทวีปที่ได้นำมาปรับปรุง ประยุกต์ให้เข้ากับพุทธศาสนาอย่างกลมกลืน

         การจุดประทีป หรือการตามประทีป ในสมัยกรุงสุโขทัยจะจุดจากภาชนะที่เรียกว่า “ตะคัน” ซึ่งเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีรูปร่างคล้ายจานหรือถ้วยแต่เล็กกว่า ข้างในบรรจุเชื้อเพลิงที่เป็น ขี้ผึ้งหรือไขสัตว์ต่างๆ และเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในสมัยนั้น โดยเรียกการจุดประทีปนี้ว่า “การเผาเทียน”

  ประเพณีเกี่ยวกับศาสนา           

        ประเพณีทำบุญในวันสำคัญทางพุทธศาสนามีรากฐานมาจากความเชื่อในศาสนา ดังนั้นพุทธศาสนิกชนจึงได้มีการปฏิบัติตามวันสำคัญทางศาสนาดังนี้

1.  วันพระ  เป็นวันสำคัญของทางศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันที่ขึ้น 8 ค่ำ, 15 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำ, 15 ค่ำของทุกเดือน จะมีการทำบุญฟังเทศน์ที่วัดจะมี 4 วันใน 1 เดือน ตามวันขึ้น-แรมของทุกเดือนที่กล่าวแล้ว เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญกุศล ชำระ ร่างกาย จิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ และเจ้ากรรมนายเวรของตน จิตใจ จะได้สดชื่น แจ่มใส ปราศจากความทุกข์ หรือให้ลดความทุกข์ กิเลส เศร้าหมองลง เพราะมีความเชื่อจากเรื่องของกฎแห่งกรรมนั่นเอง

2. วันมาฆบูชา ตรงกับวันเพ็ญ เดือน 3 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนพร้อมใจกันทำบุญเพื่อระลึกถึงสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันนี้เป็นวัน คล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ นับว่าเป็นวันที่พระพุทธศาสนาได้วางรากฐานมั่นคง เรียกวันดังกล่าวว่า”จาตุรงคสันนิบาต”หรือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าปลงสังขาร  ซึ่งประกอบด้วย องค์ 4 คือ

1)  พระภิกษุจำนวน 1,250 รูป มาประชุมกันเข้าเฝ้าพระ พุทธเจ้าที่เวฬุวัน กรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมายแต่อย่างใด
2)  พระภิกษุเหล่านี้ล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น
3)  พระภิกษุเหล่านี้เป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทั้งสิ้น
4)  ในวันนั้น เป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง หรือเสวยมาฆะฤกษ์
ในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะทำบุญตักบาตร ไปวัด ฟังเทศน์ สวด มนต์ และเลี้ยงพระกลางคืนมีการเวียนเทียน

3. วันวิสาขบูชา  ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันที่มีความ สำคัญวันหนึ่งของพระพุทธเจ้า เพราะมีเหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า 3 ประการ คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันนี้ชาวพุทธได้มีการทำบุญถวายอาหารรับศีล ฟังธรรม รักษาศีลอุโบสถ ตอนกลางคืนมีการเวียนเทียน

4. วันอาสาฬหบูชา  ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วันนี้มี ปรากฏการณ์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1)  เป็นวันที่พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นในโลก
2)  เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา   “ธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร” แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5
3)  เป็นวันแรกที่พระอริยสงฆ์สาวกองค์แรก   บังเกิดขึ้นในโลก พระอัญญาโกณทัญญะ ได้รับเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา

          ในประเทศไทยเริ่มมีวันอาสาฬหบูชา ตั้งแต่ พ.ศ. 2501 โดยคณะสังฆมนตรีได้กำหนดขึ้น สำหรับวันนี้เรียกอีกอย่างว่า “วันธรรมจักร” พุทธศาสนิกชน ได้มี การทำบุญตักบาตร รับศีล ฟังเทศน์ เวียนเทียน เช่นเดียวกับวันมาฆบูชา วิสาขบูชา

5. วันเข้าพรรษา  ตรงกันวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งพระสงฆ์จะต้อง อยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน กำหนดตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 รวมเวลา 3 เดือนเต็ม

          ในระยะเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ตาม พุทธบัญญัติ นิยมบวชพระส่วน ผู้ที่อายุยังไม่ครบบวชผุ้ปกครองจะนำไปฝากพระ โดยบวชเณรบ้าง เป็นลูกศิษย์วัดบ้าง พุทธศาสนิกชนอื่น ๆ นิยมตักบาตรหรือไปทำบุญที่วัด รับอุโบสถศีล ฟังธรรม ปัจจุบันนี้ยังเพิ่มกิจกรรมบางประการ เช่น งดดื่มเหล้า หรือของเสพติดให้โทษ นับว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคมอย่างยิ่ง

6. วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หมายถึงการออก จากการอยู่ประจำในฤดูฝน    หลังจากที่พระภิกษุอยู่จำพรรษาตลอดเวลา 3 เดือนแล้ว วันรุ่งขึ้นก็จะ จารึกไปที่อื่นได้ สำหรับวันนี้พระสงฆ์ต้องแรมคืนอยู่ในวัดที่จำพรรษาเพื่อให้ครบ 3 เดือนเต็ม และทำปวารณาเสียก่อน ฉะนั้นอาจเรียกวันออกพรรษาว่า “วันปวารณา” ก็ได้

7. ประเพณีทอดกฐิน เป็นประเพณีทำบุญอย่างหนึ่งของไทย ที่ทำ ในระยะเวลาที่กำหนดให้ในปีหนึ่ง ๆ ระหว่างวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

         ประเพณีการทอดกฐินของไทยมีหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและได้ถือประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นทั้งกฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล และกฐิน ของราษฎร

8. ประเพณีทอดผ้าป่า การทอดผ้าป่าเป็นประเพณีมีมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ฤดูกาลของการทอดผ้าป้าไม่ได้ กำหนดระยะเวลาลงไป จะทอดในฤดูไหนเดือนไหนก็ได้ ส่วนใหญ่มักจะทำในระยะเวลาจวนจะออกพรรษา

แหล่งข้อมูล : http://www.baanjomyut.com/

  ประเพณีที่พบในวรรณคดีไทย เช่น จากเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ประเพณีเกี่ยวกับการเกิด

“…..พลางเรียกหาข้าคนมาบนหอ                      ให้นั่งต่อต่อกันเป็นอันดับ

บายศรีตั้งพรั่งพร้อมน้อมคำนับ                           เจริญรับมิ่งขวัญรำพันไป

ขวัญพ่อพลายงามทรามสวาดิ                            มาชมภาชนะทองอันผ่องใส…..”

“…..ขวัญมาหาย่าเถิดอย่าเพลิดเพลิน               จงเจริญร้อยปีอย่ามีภัย

แล้วจุดเทียนเวียนวงส่งให้บ่าว                            มันโห่กราวเกรียวลั่นสนั่นไหว

คอยรับเทียนเวียนส่งเป็นวงไป                            แล้วดับไฟโบกควันให้ทันที

มะพร้าวอ่อนป้อนเจ้าทั้งข้าวขวัญ                       กระแจะจันทน์เจิมหน้าเป็นราศี

ให้สาวสาวลาวเวียงที่เสียงดี                                มาซอปี่อ้อซั้นทำขวัญนาย…..”

ประเพณีบวชเณร 

“อยากจะเป็นทหารชาญชัย                  ให้เหมือนท่านขุนไกรที่เป็นผี

จึงอ้อนวอนมารดาได้ปรานี                  ลูกนี้จะใคร่รู้วิชาการ

พระสงฆ์องค์ใดวิชาดี                            แม่จงพาลูกนี้ไปฝากท่าน

ให้เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์                       อธิฐานบวชลูกเป็นเณรไว้”

 ประเพณีการเทศน์มหาชาติ

“อยู่มาปีระกาสัปตศก                           ทายกในเมืองสุพรรณนั่น

ถึงเดือนสิบจวบสารทยังขาดวัน            คิดกันจะมีเทศน์ด้วยศรัทธา

พระมหาชาติทั้งสิบสามกัณฑ์               วัดป่าเลไลยนั้นวันพระหน้า

ตาปะขาวเฒ่าแก่แซ่กันมา                   พร้อมหน้านั่งปรึกษาที่วัดนั้น”

 ประเพณีแต่งงาน

…..ครั้นถึงน้อมนั่งฟังพระธรรม             พระสดำจับมงคลคู่ใส่

สายสิญจน์โยงศรีมาลามาพระไวย        พร้อมฆ้องใหญ่หึ่งดังตั้งชยันโต

หนุ่มสาวเคียงคั่งนั่งอัด                         พระสงฆ์เปิดตาละปัตรซัดน้ำโร่…..

ประเพณีการทำศพ

“ยกศพใส่หีบพระราชทาน                    เครื่องอานแต่งตั้งเป็นจังหวะ

ปี่ชวาร่ำร้องกลองชนะ                          นิมนต์พระให้นำพระธรรมไป

พลายชุมพลนุ่งขาวใส่ลอมพอก          โปรยข้าวตอกออกหน้าหาช้าไม่

พวกพ้องพี่น้องก็ร่ำไร                          นุ่งขาวตามไปล้วนผู้ดี”

  วรรณคดีไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเพณีโดยเฉพาะ เช่น  

   พระราชพิธีสิบสองเดือน                  นิราศเดือน 

Advertisements

ผู้เขียน:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s