จาร จารึก บันทึกสมุดไทย

สมุดไทย  

          หนังสือสมุดไทยเป็นหนังสือที่บันทึกลายลักษณ์อักษรบนกระดาษ โดยวิธีเขียนด้วยดินสอ หรือชุบ โดยใช้ปากกาหรือพู่กันจุ่ม (ชุบ) หมึก แล้วเขียน หนังสือโบราณประเภทกระดาษ มีทั้งชนิดที่เป็นเล่ม และเป็นแผ่น ชนิดที่เป็นเล่มเรียกว่า หนังสือสมุดไทย เป็นหนังสือที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว มิได้เย็บเป็นเล่ม เหมือนหนังสือในปัจจุบัน ใช้กระดาษแผ่นเดียวยาวติดต่อกัน พับกลับไปกลับมาให้เป็นเล่มหนาหรือบาง กว้างหรือยาวเท่าใดก็ได้ ตามแต่ความต้องการของผู้ใช้ หนังสือสมุดไทยเป็นเล่มรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี ๒ สี คือ สีขาว และสีดำ เรียกว่า หนังสือสมุดไทยขาว และหนังสือสมุดไทยดำ สมุดดังกล่าวนี้ส่วนใหญ่ทำจากเปลือกต้นข่อย จึงนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สมุดข่อย หรือบางทีอาจเรียกสั้นๆ ว่า สมุดไทย ก็มี แต่ในจังหวัดภาคใต้นิยมเรียกสมุดไทยขาว และสมุดไทยดำว่า บุดขาว และ บุดดำ (kanchanapisek.or.th)

    

Digimax A50 / KENOX Q2

ปั๊บสา หรือ พับสา เป็นเอกสารโบราณประเภทหนึ่งของล้านนา ทำจากกระดาษสา ลักษณะคล้ายแผ่นพับแนวขวาง จารึกด้วยตัวหนังสือล้านนาซึ่งเป็นภาษาที่ชาวล้านนาหลายจังหวัดในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน น่าน แพร่ ฯลฯ ใช้กันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

เรื่องราวที่จารึกลงในปั๊บสา ส่วนมากเป็นการบันทึกของชาวบ้าน สิ่งที่บันทึก ได้แก่ คติ ความเชื่อ ยันต์ คาถา ตำราต่าง ๆ พิธีกรรม เช่น การสืบชะตา เป็นต้น ไม่นิยมบันทึกเป็นเนื้อหาชาดกธรรม แต่ทางเชียงตุง จะใช้ปั๊บสาบันทึกทั้งธรรมและเรื่องโลก ของล้านนาใบลานใช้บันทึกเรื่องธรรมะ จึงเรียกว่าธรรมใบลาน ส่วนปั๊บสาจะบันทึกเรื่องโลกทั่วไป ปั๊บสา ใช้บันทึกบทสวดมนต์ได้ดีที่สุด และใช้บันทึกภาษิตพื้นบ้าน การเขียนจะง่ายที่สุด ซึ่งไม่ต้องอาศัยศิลปะความชำนาญเหมือนการเขียนใบลาน จะวางเหมือนสมุดทั่วไป ก็สามารถบันทึกเรื่องราวต่างๆ การเขียน สมัยก่อนจะใช้ปากกาคอแร้ง จุ่มหมึกอินเดียอิ้งค์ ปัจจุบันมีปากกาหมึกซึมและหมึกแห้ง ที่สามารถกันน้ำได้

(http://www.m-culture.in.th)

   

คัมภีร์ใบลาน ในสมัยที่คนไทยยังไม่รู้จักใช้กระดาษนั้น การจดบันทึกเรื่องราวต่างๆมักทำบนแผ่นหนังหรือเปลือกไม้ ครั้นเมื่อมีการรับอารยธรรมจากอินเดียเข้ามานั้น บรรดาคัมภีร์ศาสนาต่างๆที่มาจากอินเดียถูกบันทึกลงบนใบลาน คนไทยจึงถือเป็นแบบอย่างในการผลิตหนังสือใบลานขึ้นมา

กรรมวิธีการทำหนังสือใบลานนั้น เริ่มจากการตัดใบลานจากต้นลาน(ต้นไม้ชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายต้นตาล) มาทำให้เป็นแผ่นเท่ากันตามต้องการ นำไปแช่ในน้ำยาสมุนไพรเพื่อป้องกันแมลงต่างๆ แล้วผึ่งให้แห้ง ใช้เส้นด้ายชุบน้ำยายางและเขม่าผสมกันเพื่อทำเป็นเส้นบรรทัด จากนั้นจึงใช้เหล็กแหลม เรียกว่า “เหล็กจาร” ขีดเขียนตัวอักษรลงบนแผ่นลานทั้ง 2 ด้านเรียบร้อยแล้วจึงนำเขม่าและน้ำมันยางทาทับ เพื่อให้เห็นตัวอักษรได้เด่นชัด

อักษรที่ใช้จารคัมภีร์ใบลาน ส่วนมากเป็นอักษรขอม รองลงไปเป็นอักษรธรรมอีสาน อักษรธรรมล้านนา อักษรมอญ อักษรพม่า อักษรสิงหล และอักษรไทย ภาษาที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นภาษาบาลี รองลงไปเป็นภาษาไทย ภาษาไทยอีสาน ภาษาไทยล้านนา ภาษามอญ ภาษาพม่า และภาษาสันสกฤต

     

ศิลาจารึก เป็นวรรณกรรมชนิดลายลักษณ์อักษรอย่างหนึ่ง อาศัยการบันทึกบนเนื้อศิลา ทั้งชนิดเป็นแผ่น หรือเป็นแท่ง โดยใช้โลหะแหลมขูดเนื้อศิลาให้เป็นตัวอักษร เรียกว่า จาร หรือ การจารึก

ศิลาจารึกมีคุณค่าในเชิงบันทึกทางประวัติศาสตร์ ผู้จารึกหรือผู้สั่งให้มีการจารึกมักจะเป็นผู้มีอำนาจ มิใช่บุคคลทั่วไป เนื้อหาที่จารึกมีความหลากหลายตามความประสงค์ของผู้จารึก เช่น บันทึกเหตุการณ์ บันทึกเรื่องราวในศาสนา บันทึกตำรับตำราการแพทย์และวรรณคดี เป็นต้น

จารึกบนแท่งศิลานั้นมีความคงทน คงสภาพอยู่ได้นับพันๆ ปี ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์จึงสามารถสืบสานความรู้ย้อนไปได้นับพันๆ ปี โดยเฉพาะความรู้ด้านอักษร และภาษา ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา

จารึกที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ ได้แก่

  • ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง นับเป็นศิลาจารึกภาษาไทยยุคแรกๆ บอกเล่าเหตุการณ์ในสมัยสุโขทัยได้อย่างดี
  • จารึก “สฺยํกุก” ที่ระเบียงภาพปราสาทนครวัด อันเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับที่มาและความหมายของคำว่า สยาม
  • จารึกโรเซ็ตตาสโตน พบที่เมืองโรเซ็ตตา ประเทศอียิปต์ เป็นจารึก 3 ภาษา นับเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักภาษาศาสตร์สามารถอ่านความหมายของอักษรภาพอียิปต์โบราณได้สมบูรณ์ขึ้นอย่างมาก

    (https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%81)

  • อักษรศิลาจารึกที่พบในประเทศไทย เฉพาะที่สำคัญซึ่งมีอายุเก่าแก่ตามยุคสมัยที่พัฒนามาโดยลำดับ คือ
    ๑. อักษรปัลลวะ จากศิลาจารึกบ้านวังไผ่ เพชรบูรณ์ พ.ศ. ๑๐๙๓ อักษรปัลลวะ จากศิลาจารึกปราสาทเขาน้อย ปราจีนบุรี พ.ศ. ๑๑๘๐
    ๒. อักษรหลังปัลลวะ จากจารึกเนินสระบัว ปราจีนบุรี พ.ศ. ๑๓๐๔
    ๓. อักษรมอญโบราณ จากจารึกเสาแปดเหลี่ยม ประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔
    ๔ อักษรขอมโบราณ จากศิลาจารึกปราสาทตาเมือนธม พ.ศ. ๑๔๒๑
    ๕. อักษรไทยสุโขทัย จากจารึกพ่อขุนรามคำแหง พ.ศ. ๑๙๑๗
    ๖. อักษรไทยสมัยอยุธยา จากจารึกแผ่นดินดีบุก พ.ศ. ๑๙๑๗
    ๗. อักษรธรรมล้านนา จากจารึกลานทองคำ พ.ศ. ๑๙๑๙
    ๘. อักษรธรรมล้านนา จากจารึกลำพูน พ.ศ. ๑๙๕๔

    ๙. อักษรไทยอีสาน จากจารึกหนองคาย ๑ พ.ศ. ๒๐๑๕
    (อ้างอิง หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร)
        

แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม : 

หนังสือโบราณของไทย จากสารานุกรมไทยฉบับเยาวชน   

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s