Posted in เกร็ดวรรณกรรม

นวนิยาย

 

     พ จนานุกรม ให้ความหมายของนวนิยายไว้ว่า น. บันเทิงคดีร้อยแก้วขนาดยาวรูปแบบหนึ่ง มีตัวละคร โครงเรื่อง เหตุการณ์ในเรื่อง และสถานที่ ที่ทำให้เนื้อเรื่องมีความสมจริง เช่น เรื่องหญิงคนชั่ว ของ ก. สุรางคนางค์ เรื่องผู้ชนะสิบทิศ ของ ยาขอบ เรื่องสี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เรื่องเรือมนุษย์ ของ กฤษณา อโศกสิน ถ้ามีขนาดสั้น เรียกว่า นวนิยายขนาดสั้น เช่น เรื่องดรรชนีนาง.

นวนิยายคืออะไร    

นวนิยายเป็นรูปแบบวรรณกรรมที่ใหม่สำหรับฝรั่งนั่นเอง จึงมีชื่อเรียกว่า novel แปลว่าของใหม่  เป็นสิ่งสืบเชื้อสายมาจากการเล่านิยาย อันเป็นพฤติกรรมธรรมชาติของมนุษย์  แต่นวนิยายมีกลวิธีใหม่ขึ้นจากนิยายซึ่งเล่ากันมาแต่โบราณด้วยประการต่อไปนี้  นิยาย ทั้งของฝรั่งและของตะวันออก มันเป็นเรื่องเล่ายาว อาจเป็นร้อยกรองหรือร้อยแก้ว ผู้แต่งมักทำประหนึ่งว่าเป็นเรื่องจริงเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มักเป็นเรื่องอิงประวัติศาสตร์  หรือเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์  หรือตำนานทางศาสนา  กลวิธีมีเพียงการบรรยาย  ในการดำเนินเรื่อง  ผู้แต่งหรือผู้เล่าจะลำดับเหตุการณ์ตามปฏิทิน  คือเมื่อกล่าวถึงตัวละคร  ก็จะกล่าวถึงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก  แล้วเดินเรื่องไปถึงเป็นหนุ่มเป็นสาว ไปจนถึงวัยชรา  อาจมีกล่าวถึงตัวผู้เล่าในวัยชราเล่าถึงเรื่องตัวเองบ้าง  แต่ก็คงดำเนินเรื่องด้วยวิธีลำดับเหตุการณ์ตามกาละดังกล่าวแล้ว  การสนทนาหรือบทเจรจา  จะใช้วิธีของการบรรยายนั่นเอง  คือผู้แต่งจะเป็นผู้เล่าถึงการสนทนานั้นจะไม่ปล่อยให้ตัวในเรื่องสนทนากันตามสำนวนของตัวในเรื่อง

  ผู้เล่าหรือผู้แต่งจะปรับปรุงให้เป็นสำนวนคล้ายคลึงกันหมดดังที่รู้กันอยู่แล้วในนิยายของไทย เช่นเรื่องสามก๊ก  หรือราชาธิราช  กิริยาอาการของตัวในเรื่อง ผู้เล่าจะไม่พรรณนาละเอียด แล้วทิ้งให้ผู้อ่านวาดภาพเอาเอง  แต่ผู้แต่งจะแปลภาพให้ เช่น  จะกล่าวว่า  ผู้นั้นผู้นี้ก็กล่าวขึ้นด้วยความโกรธว่าดังนั้นดังนี้  ไม่ใช่บอกแต่ คำพูดของตัวในเรื่อง และให้ผู้อ่านสันนิษฐานว่าคำพูดเช่นนั้นเป็นคำพูดที่กล่าวเพราะความโกรธ ดังนี้เป็นตัวอย่าง นวนิยายนั้นเป็นร้อยแก้ว  ผู้แต่งไม่มีทีท่าว่าใคร่จะให้ผู้อ่านเชื่อว่าเป็นเรื่องที่อิงความจริง  เป็นที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องแต่ง และการดำเนินเรื่องนั้น จะตั้งตันเมื่อตัวละครอยู่ในวัยเด็ก  แล้วเล่าต่อไปถึงวัยหนุ่มสาวตามกาละเหมือนปฏิทิน  หรือจะตั้งต้นเมื่อหนุ่มสาวย้อนเล่าไปถึงวัยเด็ก  กล่าวล่วงหน้าไปถึงวัยชรา  แล้วย้อนกลับมาวัยไหนอีกก็ได้  และมีวิธีการอีกหลายอย่างซึ่งผู้แต่งใช้ตามความพอใจ และที่ถือกันเป็นข้อกำหนดและยึดกันมาเป็นแบบฉบับในบรรดานักเแต่งนวนิยายในประเทศตะวันตกก็คือ คำพูดของตัวละครในเรื่องต้องเป็นคำพูดที่เหมาะแก่ฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาของตัวนั้นๆ และการสนทนาหรือการเจรจาจะเห็นชัดว่าเป็นสำนวนของตัวละคร  อีกทั้งมีการแบ่งแยกกันเด่นชัดระหว่างสำนวนการบรรยายเรื่องหรือพรรณนาเหตุการณ์ต่างๆ ของผู้แต่ง กับสำนวนสนทนาของตัวละคร

  ความแตกต่างระหว่างนวนิยาย กับนิยาย ยังมีที่จะกล่าวได้อีกมาก แต่ในที่นี้กล่าวแต่พอเป็นสังเขป  นวนิยายเกิดเป็นรูปแบบวรรณกรรมเด่นชัดชึ้นในศตวรรษที่ 18 คริสตกาล คือราวรัชกาลที่ 3 และแพร่หลายในรัชกาลที่ 4 ก่อนที่จะมีคนไทยไปศึกษาในยุโรปเป็นจำนวนมาก  ประมาณสามชั่วอายุคน  เมื่อมีคนไทยไปศึกษากันมากในยุโรปนั้น เป็นเวลาตกในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือรัชกาลที่ 5 ในระยะนั้นนวนิยายเป็นที่รับรองกันว่าเป็นวรรณกรรมแบบหนึ่งแล้วในสังคมตะวันตก และมีนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง ได้รับความยกย่องในสังคมของชนชั้นสูงแล้ว อาทิ  ออลิเวอ  โกลด์สมิท (Oliver Goldsmith) และ เจน ออสเตน (Jane Austen) แทคเคอเรย์  ก็เป็นนักประพันธ์ที่ได้รับการยกย่อง  แต่ต้นศตวรรษที่ 19 และในรัชสมัยพระนางเจ้าวิกตอเรีย เซอร์ อาเธอร์ โคแนนดอยล์ และ เซอร์ วอลเตอร์ สก๊อตก็มีชื่อเสียงแล้ว  ส่วนเรื่องสั้น (short story) นั้น ก็คือนวนิยายน้อยๆ นั่นเอง  จนบัดนี้ยังไม่มีกฎเกณฑ์ในประเทศตะวันตกที่แน่นอนว่า เรื่องสั้นแค่ไหนจึงเป็นเรื่องสั้น  และยายแค่ไหนจึงเป็นนวนิยาย  แต่เรื่องสั้นมักจะมีแนวคิดแนวเดียวและนวนิยายมักมีแนวคิดมากกว่าหนึ่งแนว  ซ้อนกันเป็นแนวเอกแนวรอง  คงเป็นเพราะถูกขนาดความยาวของเรื่องบังคับนั่นเอง  ส่วนกลวิธีที่เห็นเด่นว่าเป็นกลวิธีของเรื่องสั้นไม่ใช่นวนิยายก็คือ

 การบรรยายถึงพื้นฉาก (scene or setting) ของเรื่อง  จะรีบทำให้เสร็จสิ้นเป็นที่เข้าใจแก่ผู้อ่านโดยเร็ว  ชักช้าไม่ได้  และตัวละครที่สำคัญแก่ท้องเรื่องก็มักจะปล่อยออกมาให้ปรากฏแก่ผู้อ่านในระยะใกล้ๆ กัน ไม่เหมือนนวนิยาย ซึ่งอาจจะค่อยๆ ปล่อยทีละตัวสองตัว  หรือปล่อยออกมาให้ปรากฏเกือบหมดทุกตัว ในตอนต้นเรื่องหรือเก็บตัวสำคัญไว้ปล่อยในตอนท้ายของเรื่องก็ได้

นวนิยายและเรื่องสั้นรุ่นแรกของไทย   

เป็นการยากที่จะระบุให้แน่ชัดว่ากำเนิดขึ้นในไทยเมื่อใด ในรัชสมัยใด ทั้งนี้เพราะการเก็บรักษาหนังสือไทยเรา ไม่ได้กระทำกันอย่างจริงจังและถี่ถ้วน  กิจการบรรณารักษ์เป็นกิจการที่เพิ่งเป็นหลักฐานเมื่อไม่นานมานี้เอง  เมื่อสอบถามผู้ที่มีอายุพาที่จะรำลึกไปถึงปลายรัชกาลที่ 5 หรือต้นรัชกาลที่ 6 ได้ ก็มักจำได้แต่นวนิยายที่แปลจากภาษาอังกฤษ ที่จำกันได้มากและนิยมกันว่าเป็นหนังสือแปลดี ก็คือ เรื่อง  “ความพยาบาท” ของแม่วัน เป็นนามปากกาของ พระยาสุรินทราชา(นกยูง วิเศษกุล) ท่านเป็นคนรุ่นเดียวกับ น.ม.ส. (ผู้แต่งนิทานเวตาล) เรื่องที่แปลนี้ เจ้าของเรื่องเดิมเป็นนักประพันธ์สตรีชื่อ มาเรีย  คอเรลลี่ เป็นนักเขียนที่มีชื่อพอใช้ในสมัยที่แปลหนังสือนั้น  และมีผู้แปลหนังสือของนักประพันธ์ผู้นี้เป็นภาษาไทยต่อมาอีกหลายเรื่อง  มีเรื่อง  เตลมา ผู้แปลคือ ม.จ.หญิง  สุขศรีสมร และเรื่อง เถ้าสวาท แม่อนงค์เป็นผู้แปล  เป็นที่น่าเสียดายที่วรรณกรรมที่ได้กลายมาเป็นวรรณคดีของอังกฤษ  ได้รับความสนใจจากนักแปลของไทยน้อยแม้จนกระทั่งทุกวันนี้ ควรเป็นที่สังเกตว่า นักแปลนวนิยายภาษาอังกฤษออกเป็นภาษาไทยสมัยเริ่มแรกนั้น สนใจแปลหนังสือที่ตื่นเต้นผาดโผน  ไม่แปลหนังสือที่มีคุณค่าทางวรรณกรรมที่กลายมาเป็นวรรณคดีของอังกฤษในสมัยนี้  เช่น วอลเตอร์ สก๊อต  ชารลส์ ดิกเคินส์ ยอร์จ เอเลียต แทคเคอเรย์เป็นต้น  ในรัชกาลที่ 6 ความสนใจของนักแปลก็ยังไม่เปลี่ยนไปมากนัก นวนิยายอังกฤษที่แปลออกเป็นภาษาไทยมักจะลงในหนังสือรายวันเป็นตอนสั้นๆ และในนิตยสารรายเดือน  รายสัปดาห์ก็มี ทั้งมีตีพิมพ์ออกเล่นเล่มเล็กๆด้วย เรื่องที่รู้จักกันมากก็มีเช่น ของ ไรเดอร์  แฮกการ์ด ได้แก่เรื่อง สาวสองพันปี ขุมทรัพย์พระเจ้า โสโลมอน และหนังสือเกี่ยวกับสืบสาวคดีลึกลับ เช่น ชุดเชอร์ลอกโฮมส์ ของ เซอร์อาเธอร์ โคแนนดอยล์เป็นต้น หนังสือนวนิยาย (fiction) คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจากจิตนาการของผู้เขียนเพื่อความเพลิดเพลินใจ

  ประเภทของนวนิยาย  

การแบ่งประเภทของนวนิยาย ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ตายตัว ไม่มีทฤษฎีใด ๆ มาบอกว่าใครแบ่งถูกหรือผิด บางคนก็แบ่งได้มากและละเอียดยิบ บางคนก็แบ่งเอาง่าย ๆ คร่าว ๆ ไม่มีใครว่ากัน แต่ความสำคัญและจำเป็นของการแบ่งประเภทของนวนิยายเท่าที่เห็นแน่ ๆ ก็คือ มันง่ายต่อการทำตลาด และเหมาะสำหรับนักเขียนใหม่ ที่ควรจะรู้เอาไว้เป็นแนวในการเขียนเท่านั้น แต่ก็อีกแหละ …เวลานักเขียนเขาเขียนนวนิยายจะไม่มัวมาขีดเส้นแบ่งหรอกว่า กำลังเขียนนวนิยายประเภทไหนอยู่ เพราะมันใช้ร่วมกันได้ ดังนั้นการแบ่งในที่นี้จึงขอแบ่งกว้าง ๆ ดังนี้

  • นวนิยายรัก (Romance fiction) เป็นนวนิยายที่มีเรื่องราวของความรักความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นแกนกลางของเรื่อง จะเป็นเรื่องที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเป็นสำคัญ นวนิยายประเภทนี้มีมากที่สุดในตลาดนวนิยาย และพล็อตเกี่ยวกับความรักก็จะสอดแทรกเข้าไปอยู่ในนวนิยายเกือบทุกประเภท
  • นวนิยายลึกลับ (Mystery fiction) จะเน้นไปที่นวนิยายประเภทสืบสวนสอบสวน หรือเป็นนวนิยายนักสืบ
  • นวนิยายสยองขวัญ (Horror fiction) เป็นนวนิยายที่เสนอเรื่องสยองขวัญระทึกขวัญเช่นเรื่องเกี่ยวปีศาจ สัตย์ร้ายมหึมา เรื่องผีดิบดูดเลือด แวมไพร์ หรือเรื่องของหญิงสาวบริสุทธิ์น่าสงสารตกอยู่ในการขู่เข็ญของคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • นวนิยายวิทยาศาสตร์ (Sciences fiction) เป็นนวนิยายที่เอาเรื่องทางวิทยาศาสตร์มาเป็นแกนสำคัญในการสร้างเรื่อง
  • นวนิยายมหัศจรรย์ (Fantasy fiction) นวนิยายที่เน้นในเรื่องเวทมนตร์ ความเชื่อและศรัทธาอันก่อให้เกิดอภินิหาร เรื่องราวเหนือธรรมชาติ แต่หลัง ๆ มานี่มักจะมีการรวมกันเอาทั้งวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์เข้าด้วยกัน กลายเป็นประเภท sciences fantasy ขึ้นมา
  • นวนิยายแนวกามารมณ์ (Erotica fiction) นวนิยายที่เน้นในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก และเขียนถึงฉากกามารมณ์มากเป็นพิเศษในเรื่อง
  • นวนิยายที่สะท้อนปัญหาสังคม เป็นนวนิยายที่คนแต่งมุ่งแสดงหรือเปิดเผยให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม และสอดแทรกความคิดเห็นของตัวเองลงในเรื่อง โดยผ่านตัวละคร ส่วนทางแก้นั้นก็แล้วแต่ผู้เขียนเหมือนกันว่าจะเสนอเอาไว้ไหม หรือเพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเท่านั้น ที่เหลือ ให้คนอ่านคิดเอาเอง(หากคุณอ่านนวนิยายเรื่องไหนแล้ว ไม่ตรงกับประเภทที่แบ่งเอาไว้ อย่ากังวล เติมมันลงไปได้เลย)

  องค์ประกอบของนวนิยาย

จากการศึกษาวิธีการและทำนองแต่งนวนิยายของนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ ท่าน สรุปได้ว่า สิ่งสำคัญของนวนิยายที่จะต้องมี 6 ประการ ดังนี้ คือ

1) โครงเรื่อง (Plot)
คือ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง  ซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นเหตุผลต่อกัน   โดยมีความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดการต่อสู้ทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างน่าสนใจและติดตาม โครงเรื่องของนวนิยายมี 2 ชนิด คือ โครงเรื่องใหญ่ (main plot)   คือ  แนวที่ผู้ประพันธ์  ต้องการให้เรื่องดำเนินไป  ต้องมีการผูกปมเรื่องให้ซับซ้อนและคลี่คลายเงื่อนปมเหล่านี้ในตอนจบ และโครงเรื่องย่อย (sub plot) คือ เรื่องที่แทรกอยู่ในโครงเรื่องใหญ่มีความสำคัญน้อยกว่า  แต่เป็นส่วนที่เพิ่มความสนุกสนานแก่เนื้อเรื่อง   ฉะนั้นในนวนิยายเรื่องหนึ่งอาจมีโครงเรื่องย่อยได้หลายโครงเรื่อง

2) แก่นเรื่อง (Theme) 

คือ ใจความสำคัญของเรื่อง เป็นความคิดรวบยอดที่เหลือไว้หลังจากที่อ่านจนจบเรื่อง เป็นเสมือนคำตอบของคำถาม “ คุณได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ ” เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ในเรื่องเดียวกัน คนอ่านอาจจะรับรู้ได้ไม่เหมือนกัน เพราะการตีค่านอกจากจะมาจากการนำเสนอเรื่องของนักเขียนแล้ว ยังขึ้นกับระดับความรู้ การรับรู้และอารมณ์ความรู้สึกของคนอ่านด้วย ซึ่งมันอาจไม่ตรงกับที่นักเขียนต้องการจะนำเสนอก็ได้ และเป็นเรื่องที่คนอ่านจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้

3) ตัวละคร (Character)
คือผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์ในเรื่อง หรือเป็นผู้แสดง พฤติกรรมต่าง ๆ ในเรื่อง ตัวละครนี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของนวนิยาย เพราะถ้าไม่มีตัวละครแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ ในนวนิยายก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตัวละครของนวนิยาย มี 2 ประเภท คือ ตัวละครเอก  (the major character)  คือตัวละครซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดำเนินเรื่องโดยตลอด หรือ เป็นศูนย์กลางของเรื่อง และ ตัวละครประกอบหรือตัวละครย่อย (the minor character) คือตัวละครซึ่งมีบทบาทในฐานะเป็นส่วนประกอบของการดำเนินเรื่องเท่านั้น   แต่ก็ต้องมีส่วนช่วยเสริมเนื้อเรื่องและตัวละครสำคัญให้เด่นขึ้นด้วย

4) บทสนทนา (Dialogue)  
คือ  การสนทนาโต้ตอบระหว่างตัวละครในนวนิยาย  เป็นส่วนที่ทำให้นวนิยายมีลักษณะคล้ายความจริงมากที่สุด   บทสนทนาที่ดีต้องเหมาะสมกับบุคลิกภาพของตัวละคร   ต้องสอดคล้องกับบรรยากาศในเรื่องและที่สำคัญต้องมีลักษณะสมจริง คือ มีคำพูดที่เหมือนกับบุคคลในชีวิตจริงใช้พูดจากัน

5) ฉาก (Setting)
คือ เวลาและสถานที่รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่ช่วยบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อใดที่ไหน ที่นั้นมีลักษณะอย่างไร นวนิยายโดยทั่วไปจะสร้างฉากให้เป็นส่วนประกอบของเรื่อง เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจในเหตุการณ์และเวลาที่กำหนดไว้ในเนื้อเรื่อง หรือช่วยกำหนดบุคลิกลักษณะของตัวละคร ช่วยสื่อความคิดของผู้แต่ง หรือช่วยให้เรื่องดำเนินไป

6) ความคิดเห็นของผู้แต่ง (Point of View)
คือ ความคิดเห็น ทัศนะ หรือปรัชญา ของผู้เขียน  ซึ่งสอดแทรกอยู่ในพฤติกรรมของตัวละคร   หรือ   คำพูดของตัวละคร   ในการเสนอความคิดเห็นหรือแนวคิดนี้   ผู้แต่งจะไม่เสนอออกมาโดยตรง มักจะสอดแทรกซ่อนเร้นอยู่ในพฤติกรรมของตัวละคร

7) ทำนองแต่ง (Style)
คือแบบแผนและลักษณะท่วงทำนองในการแต่ง    ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของผู้ประพันธ์ เช่น การเลือกใช้คำ ท่วงทำนองโวหาร และน้ำเสียงของผู้แต่ง (แต่งแบบแสดงอารมณ์ขัน อ่อนโยน ล้อเลียน ) เป็นต้น

ที่มา:
http://www.baanjomyut.com/library/novel/

http://www.forwriter.com/mysite/forwriter.com/newwriterroom/newwritebasic.htm

Advertisements

ผู้เขียน:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s